นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต่อการประกาศตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าเป็นนักการเมือง ที่เคยเป็นทหาร ว่า นายกฯ ไม่ได้ปิดทางตัวเอง ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรตนไม่ทราบ ครั้นจะไม่ประกาศเลยก็เกิดวันข้างหน้าเสียสัตย์ขึ้นมาก็เป็นไปได้

“ผมนั้นไม่ติดใจอะไร เพราะว่าผมเป็นนักการเมืองอาชีพ สังกัดพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีความเห็นว่าควรจะมีพรรคเดียวในประเทศไทย อันนี้ตรงข้ามกับฝ่ายคุณทักษิณ ซึ่งคุณทักษิณประกาศมาตลอด ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ที่คุณทักษิณบอกว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ต้องมีก็ได้อะไรทำนองนี้ เราเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองพึงจะมี คนที่อยากจะเสนอตัวเข้ามา โดยเฉพาะถ้ามีทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งก็คือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ส่วนที่ 2 คือเป็นการกระตุ้นให้คนที่อยู่เดิมต้องปรับปรุงตัวเอง เพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ ถ้าสมมติว่าท่าน พล.อ.ประยุทธ์ เปิดช่อง เปิดทางอย่างที่อาจารย์พูด ก็อยากให้รักษาเจตนารมณ์ในเรื่องของการปฏิรูป และธรรมาภิบาลไว้” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า

เดิมนั้น พล.อ.ประยุทธ์แสดงตัวเป็นกรรมการ วันนี้บอกว่าอาจจะเป็นผู้เล่น ก็ต้องไม่เอาความเป็นกรรมการกับความเป็นผู้เล่น หรือต้องไม่เอาอำนาจรัฐมาเอื้อต่อการที่ตัวเองเป็นผู้เล่นเข้ามา ตนเองไม่ได้คิดเรื่องความได้เปรียบ – เสียเปรียบอะไร เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้ 70 กว่าปีนี้ อยู่ในสถานะเสียเปรียบมาหลายต่อหลายครั้ง มันเป็นสิ่งที่เราบอกว่า เราก็ต้องสู้ แต่การที่ไม่รักษาธรรมาภิบาล หรือการใช้อำนาจรัฐ เอารัดเอาเปรียบนี้ มันจะเป็นการทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่นำมาสู่การวิกฤติที่มีการต่อต้านประท้วงกันมาหลายต่อหลายครั้ง ชนวนเริ่มต้นก็มาจากความรู้สึกที่ว่า ไม่เป็นธรรม เอาอำนาจรัฐไปใช้

ต่อกรณีที่ถามว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคู่แข่งทางการเมืองแล้วจะร่วมงานกันได้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า

1. การที่จะไปรวมพรรคกับใครนั้น ประชาธิปัตย์ไม่มีความคิดนั้น จะไปรวมกับใครก็ตามนั้นไม่มี

2. พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ด้วยการนำเสนอทั้งนโยบาย ซึ่งเราเห็นว่าจะเป็นคำตอบให้กับประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของปากท้อง เศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่หนักหน่วงมาก เราเตรียมไว้ตรงนี้ค่อนข้างมาก กับการเตรียมให้ประเทศไทยนี้มีธรรมาภิบาลเพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากล เรามีชุดนโยบาย เรามีอุดมการณ์อย่างนี้ แล้วเราก็จะนำเสนอบุคลากรของพรรคมาเป็นผู้นำของประเทศ เราก็ต้องการที่จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ดีที่สุดเลยคือได้เกินครึ่ง ยากมั้ย – ยาก แต่นั่นคือเป้าหมาย ถ้าเราได้ตรงนี้ มันก็จบคำถาม

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการรวบรวมเสียงข้างมากของประชาธิปัตย์ว่า เราต้องยึดเอาอุดมการณ์ และสิ่งที่เราบอกกับประชาชนเอาไว้ในการเลือกตั้งเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่า รวมกันเถอะ เพื่อกีดกันคนใดคนหนึ่งออกไป แต่ปรากฎว่าอุดมการณ์ นโยบายไม่ตรงกันเลย คดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศที่สอดคล้องกับเรา เราก็ร่วมไม่ได้ ร่วมไม่ได้ คราวนี้ไม่ใช่รวมแล้ว ร่วมไม่ได้

เมื่อถามถึงการร่วมกับพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ปรับรื้อกันแบบชนิดที่เรียกว่าครั้งใหญ่ ก็ร่วมลำบาก อันนี้คือการร่วมเป็นรัฐบาล ถ้าเป็นสภาพที่เป็นอยู่ ก็ร่วมไม่ได้ ต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ ตนพูดชัด ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของครอบครัวชินวัตร ก็ร่วมไม่ได้ แต่ถ้าเขาสลัด หลุดออกมาจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ตรงนั้นจริงๆ ซึ่งก็ต้องหาวิธีพิสูจน์กัน แต่จะไปบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้เสียเลยทั้งหมดมันก็คงจะไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่

ส่วนการร่วมกับฝ่ายพรรคใหม่ซึ่งอาจจะสนับสนุนผู้มีอำนาจในปัจจุบันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนก็ใช้เกณฑ์เดียวกันว่า แนวทางการแก้ปัญหาประเทศมันตรงกันหรือไม่ ถ้าบริหารโดยไม่เคารพเสียงของประชาชน ไม่กระจายอำนาจ เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีกำลังในสังคมอยู่แล้ว เศรษฐกิจอยู่แล้ว ต้องบอกว่าอย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่ง่ายในการที่จะบอกว่าจะมาร่วมกัน ยกเว้นอย่างที่บอก ก็คือว่า มาสนับสนุนแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์

ต่อคำถามที่ว่าเหตุใดพรรคประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยนแนวไปสนับสนุนแนวของคนอื่นบ้างนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เพราะสิ่งที่ตนพูดเป็นการยืนยันนี้ เป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่เป็นตัวตนของประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ที่อยู่มา 70 ปี ไม่ได้บอกว่า แล้วแต่นายควง ม.ร.ว.เสนีย์ จนถึงนายอภิสิทธิ์คิดอย่างไร แต่ทุกคนที่มาเป็นหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคที่ทำงานในแต่ละยุค แต่ละสมัย ยังคงต้องยึดถืออุดมการณ์ เพราะนั่นคือตัวตนของประชาธิปัตย์ ถ้าประชาธิปัตย์จะไปร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่มีแนวทางประชาธิปัตย์ มันก็ไม่เป็นประชาธิปัตย์แล้ว