นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ไปพูดที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ไม่แน่ใจว่าพลเอกประยุทธ์หมายถึงใคร แต่ถ้าหากหมายถึงตน ก็อยากให้พลเอกประยุทธได้กลับไปอ่านข้อเสนอแนะและการวิเคราะห์ของตนใหม่ เพราะสงสัยว่า พลเอกประยุทธจะอ่านข้อเสนอแนะและการวิเคราะห์ของตน ไม่ละเอียดอีกแล้ว ตนได้บอกว่าถ้าไม่มีการประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ และ ไม่มีการปฏิวัติ (ตามแผนเบื้องหลังที่ นายนคร มาฉิม อดีต สส. ปชป. นำมาเปิดเผย) เศรษฐกิจไทยก็จะโตได้ 4-5 % ตั้งแต่ปี 57,58 เป็นต้นไปแล้ว

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งหากเป็นนักเศรษฐศาสตร์จะเข้าใจดีถึงการตั้งสมมติฐานเพื่อนำมาวิเคราะห์ เพราะในปี 55 เศรษฐกิจไทยโตได้ถึง 6.6 % และต่อมาในปี 56 ถ้าไม่มีการประท้วงในไตรมาสสุดท้าย สิ้นปีเศรษฐกิจก็น่าโตได้ ประมาณ 4% ดังนั้น ในปี 57 และ ปี 58 เรื่อยมาก็น่าจะโตได้ในระดับเดียวกันที่ประมาณ 4-5% เพราะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็เติบโตได้ดีและขยายตัวสูงมากกันหมดและยังสูงกว่า 6-7% ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งด้วยศักยภาพของประเทศไทย เศรษฐกิจควรต้องโตได้ปีละ 4-5 % เป็นอย่างต่ำอยู่แล้ว

“ทั้งเวิร์ลแบงค์และไอเอ็มเอฟ ก็ยืนยันศักยภาพของไทยในตัวเลขนี้ ดังนั้น จึงเป็นการวิเคราะห์ตามหลักการและตามสมมติฐาน ไม่ได้มีการบิดเบือน” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะดีมาเรื่อยๆตามเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะในปีนี้ ที่ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศที่เจริญแล้วและมีขนาดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกในไตรมาส 2 ยังโตได้ถึง 4.1 % เลย ดังนั้นการที่ไทยโตได้ 4% กว่าจึงไม่ได้ถือว่าดีมากนัก และต้องใช้เวลากว่า 4 ปี ถึงจะโตได้เกิน 4% ซึ่งเป็นการเสียโอกาสของประเทศ

“พลเอกประยุทธ์ น่าจะลองถาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต. สำนักนายกฯ ดูว่าสมมติฐานและการวิเคราะห์ของตนถูกต้องหรือไม่ ? เพื่อจะได้ทราบและเข้าใจถึงหลักการการวิเคราะห์แบบสากล โดยเฉพาะหากพลเอกประยุทธ์อาจจะอยากกลับมาเป็นนายกฯ อีกในระบอบประชาธิปไตย” นายพิชัย กล่าว