”ก.ตร.ตงฉิน“พล.ต.อ.เอก”เอาจริง รุดแจ้งความแก๊ง IO Fake News ฐานตัดต่อภาพปล่อยคลิปเสียงทำให้เสียหาย

515

”ก.ตร.ตงฉิน“พล.ต.อ.เอก”เอาจริง รุดแจ้งความแก๊ง IO Fake News กับ พงส. สน.ปทุมวัน ฐานตัดต่อภาพปล่อยคลิปเสียง ทำให้เสียหาย เจอข้อหานำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ คอมฯ

เมื่อวันที่ 18 มิถุยาน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิได้ไฟสข้อความ ถึงกรณีมีผู้นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบฯโดยมีใจความระบุว่า : เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนต่างๆ ที่ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มาสัมภาษณ์ผมที่ห้องรับรอง ก.ตร.อาคาร 1 ตร.

เกี่ยวกับกรณีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบข้อหารือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ดังนี้:

1.นายกรัฐมนตรีจะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรายดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันออกจากราชการไว้ก่อน

2.กรอบระยะเวลาเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องพิจารณาดำเนินการด้วยความรอบคอบภายในระยะเวลาอันเหมาะสมตามควรแก่กรณีต่อไป

3.และมีข้อสังเกตว่า “การสั่งให้ข้าราชการตำรวจรายนี้ออกจากราชการไว้ก่อน หากเป็นการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นย่อมจะทำให้การพิจารณาเหตุแห่งการกระทบสิทธิของผู้นั้นและความจำเป็นที่ต้องสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ผู้ถูกสอบสวน และการนำความกราบบังคมทูลตามมาตรา 140 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นไปด้วยความชอบธรรม“

ผมได้สัมภาษณ์และตอบคำถามสื่อมวลชน ประเด็นสำคัญๆ ดังนี้:

1.สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหารือสำนักกฤษฎีกาไป 2 ข้อ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบมาข้างต้น (ต้องกราบบังคมทูลฯ และภายในระยะเวลาที่สมควร)

2.สำหรับข้อสังเกตที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีแจ้งมาด้วยดังกล่าวนั้น เคยมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.17/2559

ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบด้วย 2 ส่วน
(1) การให้ความเห็นทางกฎหมายตามที่หน่วยงานของรัฐขอหารือ
(2) ข้อสังเกตเพิ่มเติมที่เสนอแก่หน่วยงานของรัฐ

ซึ่งตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2482 ระบุว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในทางกฎหมายเป็นประการใดแล้วโดยปกติให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น

เห็นได้ว่าการที่หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นเฉพาะกรณีเกี่ยวกับความเห็นทางกฎหมายเท่านั้น

ส่วนข้อสังเกตอื่นๆ ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีมายังหน่วยงานของรัฐมิได้มีผลให้หน่วยงานต้องปฏิบัติ

การดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกาย่อมเป็นไปตามดุลยพินิจและนโยบายของแต่ละหน่วยงาน

เรื่องนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ได้อุทธรณ์คำสั่งไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) แล้ว

การพิจารณาของ ก.พ.ค.ตร. หาก ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ กลับเข้ารับราชการ

ส่วนจะมีการดำเนินการกับผู้ออกคำสั่งอย่างไรเป็นอีกกรณีหนึ่ง

แต่หาก ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัยยกอุทธรณ์ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ ก็สามารถฟ้องศาลปกครองสูงสุดต่อไปได้

ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ผมทราบว่ามีการจัดทำคลิปเผยแพร่ โดยพาดข้อความด้านหน้าคลิปที่มีภาพผมกับเสียงการสัมภาษณ์ของผมที่มีการตัดต่อมา เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้ดูคลิปดังกล่าวเข้าใจผิด ทำให้ผมได้รับความเสียหาย

จึงได้ไปแจ้งความให้พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่อไป เพื่อโปรดทราบครับ ข้อเฟสบุค ”เฟสบุค พล.ต.อ.เอก“ระบุ

มีรายงานว่าล่าสุดพนักงานสืบสวนสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้สืบสวนเร่งล่า คาดว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีเร็วๆนี้

คลิกอ่าน เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/share/p/JcDTeQD6vV6xvBk5/?mibextid=WC7FNe

#Thaitabloid #สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ #IOFakeNews #ข่าวอาชญากรรมวันนี้