สงขลา – ชุมชนมัสยิดบ้านเหนือ อ.หาดใหญ่ ทดสอบระบบ “ตลาดนัดริมน้ำวิถีชุมชน” ดึงอัตลักษณ์คลองอู่ตะเภาเชื่อมทะเลสาบสงขลาอายุกว่าสองศตวรรษสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ อิหม่ามมัสยิดบ้านเหนือ และที่ปรึกษาสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลาม 15 จังหวัดภาคใต้ ชูโมเดลเศรษฐกิจอิสลาม ซื้อ-ขายได้บุญ หักรายได้หนุนทุนการศึกษาเด็กกำพร้า 300 ชีวิต และผู้ยากไร้ ดีเดย์เปิดเป็นทางการ 20 มิ.ย. 2569 นี้
บรรยากาศการทดสอบระบบในวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งในและนอกชุมชนนำอาหารคาวหวาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน และอาหารทะเลสด ๆ จากทะเลสาบสงขลามาวางจำหน่าย โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก สะท้อนภาพความเข้มแข็งของชุมชนและการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยที่ตั้ง “ตลาดนัดริมน้ำมัสยิดบ้านเหนือ” ห่างจากทะเลสาบสงขลาประมาณ 3 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอหาดใหญ่ 11 กิโลเมตร เปิดทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 20.00 น.

ดร.วิสุทธิ์ เปิดเผยถึงที่มาของโครงการว่า ชุมชนมัสยิดบ้านเหนือ หมู่ที่ 7 ต.คูเต่า เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี ตั้งอยู่บริเวณปลายคลองอู่ตะเภาก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทางมัสยิดและแกนนำชุมชนมองเห็นศักยภาพของลำคลองสายนี้ที่ยังมีวิถีประมงพื้นบ้านตลอดทั้งวัน หัวใจหลักของตลาดนัดมัสยิดบ้านเหนือ คือการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจเข้ากับหลักการกุศลของศาสนาอิสลาม โดยภายในงานมีการจัดตั้งจุดรับบริจาคเงินอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือ “เด็กกำพร้าบ้านเอาใจ” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้บริหารตลาด ผู้นำศาสนา รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ต่างร่วมกันหยอดเงินบริจาคเพื่อเป็นทุนการศึกษาและทุนชีวิตให้แก่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนโอกาส
“ในขณะที่โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องในชุมชนมีรายได้และพึ่งพาตัวเองได้ จึงมีข้อเสนอจากชาวบ้านให้จัดตั้งตลาดนัดบริเวณริมน้ำทั้งสองฝั่งคลอง ซึ่งมีสะพานเดินเชื่อมกันอยู่ โดยร่วมมือกันระหว่างมัสยิดกับชาวบ้านในการปรับปรุงภูมิทัศน์และรณรงค์เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม” อิหม่ามมัสยิดบ้านเหนือ กล่าว
ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ตลาดแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงการซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานทางสังคมที่มัสยิดวางไว้ โดยรายได้จากการบริหารจัดการจะนำไปเป็นทุนช่วยเหลือเด็กกำพร้ากว่า 300 คน และสนับสนุน “บ้านยาใจ” ซึ่งดูแลผู้ยากไร้อีกเกือบ 30 คน ภายใต้การดูแลของมัสยิดและโรงเรียนกัลยาณชนรังสรรค์
จากการสำรวจภายในตลาด พบว่ามีการออกร้านของพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนอย่างคึกคัก สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหารคาว-หวานพื้นบ้าน อาทิ ขนมเบื้องโบราณไส้ชาไทยและไส้มะพร้าว, ขนมครก, กล้วยทอด รวมถึงร้านอาหาร “บ้านเรา ริมคลอง” ที่ชูเมนูเด่นอย่างหมี่ผัดแกงเขียวหวานและข้าวมันไก่ นอกจากนี้ ชุมชนยังได้ต่อยอดสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวิถีวัฒนธรรม โดยจัดจำหน่ายตั๋วร่วมกิจกรรมในราคาย่อมเยา เช่น การเข้าชมสวนกวาง: ราคา 10 บาท การล่องเรือชมทัศนียภาพคลองอู่ตะเภาเชื่อมต่อทะเลสาบสงขลา: ราคาคนละ 100 บาท (หรือบริการเหมาลำ 1,500 บาท) ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจะกระจายกลับคืนสู่คนในท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นคนนำทาง ในอนาคตยังมีแผนการเชื่อมโยงเส้นทางเรือไปยังตลาดน้ำคลองแห หากมีการจัดการปัญหาผักตบชวาเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตพหุวัฒนธรรมไทยพุทธ-ไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

นายอนันต์ หวันสูหลี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านฉลุง อ.หาดใหญ่ กล่าวว่า บรรยากาศของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนตลาดนัดย้อนยุคในอดีต มีอาหารพื้นบ้านจำหน่ายและมีทัศนียภาพริมคลองที่ร่มรื่น เป็นเสน่ห์แบบบ้าน ๆ ที่หาชมได้ยากในตลาดน้ำทั่วไป
ขณะที่ นายฮารูน เซะอาหลี ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศึกษารัตภูมิ ซึ่งร่วมเปิดร้านจำหน่าย “เฉาก๊วยเบตง” กล่าวเสริมว่า วันแรกได้รับการตอบรับดีมากจนสินค้าขายหมดเกลี้ยง ตลาดแห่งนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำ และที่สำคัญคือนักท่องเที่ยวสัญจรมาแล้วจะรู้สึกอิ่มใจเพราะได้ร่วมทำบุญช่วยเหลือเด็กกำพร้าไปพร้อมกัน
ด้าน นางสาวซากีนะ เซียมะนะ แม่ค้ากล้วยทอดในชุมชน เผยความรู้สึกด้วยความดีใจว่า “ขายดีจนตั้งตัวไม่ทันเลย ตอนแรกมาตั้งร้านเห็นเงียบๆ ไม่มีคน เลยแวะกลับไปเอาของที่บ้านเพิ่ม พอช่วงเย็นกลับมาอีกทีตกใจมาก คนเยอะมากจริงๆ พรุ่งนี้คนต้องเยอะกว่าเดิมแน่ๆ ดีใจมากที่มีตลาดนี้ นอกจากจะขายดีแล้ว ยังช่วยให้ชุมชนมีกิจกรรมดีๆ แบบนี้ด้วย”
โมเดล “ตลาดนัดริมน้ำมัสยิดบ้านเหนือ” ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการจัดการตนเองโดยชุมชน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ทุนทางสังคม” มาสร้างพื้นที่ส่วนรวมเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้
เมื่อเสียงอาซานดังขึ้นยามเย็น ภาพของเยาวชนและชาวบ้านในชุดโต๊บและชุดพื้นเมืองที่ละจากการค้าขายเพื่อเตรียมตัวละหมาด สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจปากท้องและการรักษาคุณค่าทางจิตใจตามกรอบศาสนาได้อย่างลงตัว
การเดินทางสู่วิถีชุมชนมัสยิดบ้านเหนือการเดินทางจากตัวเมืองหาดใหญ่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที สามารถเลือกเส้นทางได้ หากมาจากฝั่งบิ๊กซี หาดใหญ่ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตำบลคูเต่า ถ้ามาจากฝั่งจังหวัดสงขลา: ขับผ่านมัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม (มัสยิดกลางสงขลา) แล้วเลี้ยวขวา ขับตรงเข้ามาอีกประมาณ 8 กิโลเมตร หรือตั้งพิกัด GPS มาที่ “มัสยิดบ้านเหนือ” มีบริการที่จอดรถบริเวณหน้ามัสยิด และเดินเท้าต่อเพียง 200 เมตรถึงตลาดริมน้ำ

