นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี โครงการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบครบวงจรเพื่อแปรรูปผลิตพลังงาน หรือโรงไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,852 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล จำนวน 178,000 ล้านบาท ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ประชาชนตั้งความคาดหวังว่าการปราบโกงต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามตรวจสอบเต็มที่ แต่พวกพ้องตนเองกลับปล่อยปละละเลย หรือให้ลดราวาศอกกันบ้างหรือไม่

“โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การตรวจสอบในสภาไม่สามารถทำได้ การทำหน้าที่ตรวจจับทุจริตของสื่อมวลชนมีข้อจำกัดรัฐบาลต้องแสดงท่าทีที่โปร่งใส เปิดเผยกระบวนการในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะเรื่องที่สุ่มเสี่ยงว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลในระดับแกนนำรัฐบาล และ คสช.เพราะถ้าเป็นช่วงการเมืองปกติเรื่องนี้คงถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ งบประมาณแผ่นดินต้องถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นายกฯ ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบริหารจัดการโครงการกำจัดขยะของกระทรวงมหาดไทย ว่ามีการดำเนินการที่ส่อไปในทางว่ามีการทุจริตในขั้นตอนใดหรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าลูกชาย รมว.มหาดไทย อาศัยอำนาจและบารมีของบิดา เข้าไปทำธุรกิจโครงการกำจัดขยะจริงหรือไม่ เพื่อส่งสัญญาณในการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลไปยังหน่วยงานและกระบวนการตรวจสอบทุจริตอื่นๆ หรืออย่างน้อยในโอกาสการไปจัดประชุม ครม.สัญจรภาคใต้ ควรได้สอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในกรณีลูกชาย มท.1 มีนัดหมายพบ ผวจ.ภูเก็ต ในเรื่องดังกล่าวในวันที่ 3 พ.ค.61 ที่ผ่านมา ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงท่าทีสนับสนุนที่ประกาศให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ที่ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สองมาตรฐาน” อนุสรณ์ กล่าว