พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 2561 ว่า  ที่ผมอยากจะหยิบยกเพื่อชวนทุกท่านให้ช่วยกันคิด คือ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน อันจะช่วยให้เราก้าวไปสู่อนาคตของประเทศที่เราต้องการ ได้อย่างไร อาทิ (1) การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนสำคัญของชาติ (National Agenda) (2) การบริหารราชการตามกฎหมาย อำนาจ หน้าที่ (function) การพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดิน การช่วยเหลือประชาชน (3) การเดินหน้ากระบวนการปฏิรูปในเรื่องสำคัญต่าง ๆ และ (4) การขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดไว้

พล.อ.ประยุทธ์ กลาวด้วยว่า ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาที่เรื้อรังมานานในหลาย ๆ ด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งในทางการเมือง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมไปถึงการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศได้  ปัญหาเหล่านี้ถูกเพิกเฉยและละเลย จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่ยากต่อการแก้ไข ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการยอมรับจากประชาคมโลก และบั่นทอนบรรยากาศความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน จนกลายเป็นปัจจัยที่คอยฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าบ้านเมือง  เห็นได้จากอัตราการเจริญเติบโต (GDP) ไตรมาสแรกของปี 2557 ช่วงก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ ที่หดตัวหรือติดลบ  ร้อยละ 0.5

“เมื่อรัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารประเทศ ช่วงเดือน ก.ย. 57 จึงได้ให้ความสำคัญกับการเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลง และแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชน และประเทศชาติโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเร่งสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ธุรกิจและห้างร้านต่าง ๆ สามารถกลับมาค้าขายได้อย่างคล่องตัว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ริเริ่มการปฏิรูประบบราชการ และกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เป็นอุปสรรคและสาเหตุสำคัญของปัญหาที่เรื้อรังหลายเรื่อง เช่น ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยกำหนดให้มีกลไกในการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยลดขั้นตอนและขจัดข้อขัดข้องที่เกิดจากกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยได้นำผู้กระทำผิดกฎหมายมาลงโทษ การจัดให้มีสัญญาคุณธรรมมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง  เพื่อจะลดการทุจริตคอร์รัปชั่น ไปจนถึงการปรับระเบียบ กฎหมาย กฎเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถประกอบการได้สะดวกขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ผลจากการปฏิรูปและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตามแนวทางดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันปัญหาต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น สถานะของประเทศไทยในเวทีโลก ได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี ค.ศ. 2018  TIP Report  ที่ไทยได้รับการปรับระดับขึ้น มาเป็น Tier 2 เช่นเดียวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย CITES การทำประมงผิดกฎหมาย  IUU Fishing และ การแก้ไขข้อบกพร่องด้านการบินพลเรือน ICAO  ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  แล้วก็เร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่น่าพอใจและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

“นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้ปรับอันดับในเรื่อง Ease of doing business ของประเทศไทย จากที่เคยอยู่อันดับที่ 46 มาเป็นอันดับที่ 26 ในปีล่าสุด ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาดีขึ้นอันดับ 2 ของโลก หรือจาก 190 ประเทศ อีกด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว