พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำวันศุกร์ที่ 3 ส.ค. 2561 ว่า ในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ทุกภาคส่วน ต่างก็มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบของตน แต่การจะแก้ปัญหาให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการทำงานบูรณาการกัน ให้กลมเกลียวอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเน้นย้ำอยู่เสมอ และพยายามปรับวัฒนธรรมการทำงานของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฝ่ายพร้อมที่จะร่วมกันทำงาน เพื่อจะวางรากฐานและขับเคลื่อน อนาคตของประเทศไปด้วยกัน ทั้งนี้ ในการสร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายนั้น จำเป็นต้องมีหลักคิดที่ตรงกัน ในการตอบคำถาม 3 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ประเด็นแรก ก็คือว่า ทำไมเราต้องมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาอยู่แล้ว เป็นของ สภาพัฒน์ฯ แต่ละกระทรวง ก็มีแผนการทำงานที่กำหนดไว้แล้ว ก่อนอื่นผมขอให้ลองมองปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายนอกประเทศ ที่เราจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้อง เช่น การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกลามไปสู่การค้าและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศขนาดเล็ก ที่จำเป็นต้องพึ่งพาการค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  อย่างไทยนั้น เราได้เจอกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเอง ที่หยั่งรากลึกมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ที่เรายังไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้อย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจยังมีข้อจำกัด ในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก  เราขาดการลงทุนขนาดใหญ่เพื่ออนาคตในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ รวมไปถึง เตรียมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเรายังคงขาดการเตรียมการเพื่อรองรับสภาพสังคมดังกล่าว

“เราอาจจะเตรียมการยังไม่ได้ดีนัก แต่เราต้องเร่งดำเนินการในเรื่องเหล่านี้  ทั้งในด้านแรงงาน การออม   และระบบสาธารณสุข เป็นต้น  ปัญหาต่าง ๆ ที่ผมกล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ซึ่งการจะนำพาประเทศให้ผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้  ทุกฝ่ายจะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน ต้องมองภาพเดียวกันให้เกิดขึ้น  โดยภาพนั้น ก็หมายถึงภาพอนาคตประเทศไทย  ที่พวกเราอยากเห็น  อยากจะสร้างไว้ให้กับลูกหลานของเรานั่นเอง” พล.อ.ประยุทธ์  กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวอีกว่า เมื่อพูดถึงอนาคตของประเทศไทย หลายท่านอาจจินตนาการ นึกถึงภาพของประเทศไทยที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน มีโอกาส มีความเสมอภาคในการพัฒนาตนเอง มีระบบสวัสดิการของรัฐที่จำเป็นในการดำรงชีพอย่างพอเพียงและเหมาะสม เช่น การศึกษา สาธารณสุข การบริการพื้นฐานต่าง ๆ บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต รวมถึงการคมนาคม มีระบบขนส่งมวลชน  มีรถไฟฟ้า รถไฟ ที่มากขึ้นและเพียงพอ ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ที่สามารถใช้บริการเหล่านี้ได้ แล้วประชาชนต้องเคารพกฎหมาย อยู่ในศีลธรรม และจริยธรรมอันดีงาม ตามแบบแผนวัฒนธรรมไทยที่มีมาอย่างยาวนาน  ซึ่งการจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีของประเทศไทยนั้น ที่จะให้เป็นประเทศที่ดีของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สามารถทำได้ โดยประชาชน 70 ล้านคน จะต้องมีความรับรู้ ความเข้าใจที่ตรงกัน

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวด้วยว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงเป็นสิ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยการกำหนดเป้าหมาย และภาพอนาคตที่เราต้องการเห็น ในอีก 20 ปีข้างหน้า เด็กที่เกิดในวันนี้ จะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในภาวะแวดล้อมของประเทศ  ที่จะเอื้อให้พวกเขาสามารถมีความเป็นอยู่และรายได้ที่มั่นคง มีเครื่องมือที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเลือกประกอบอาชีพใด เพื่อจะสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้อย่างยั่งยืน  และต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งก็คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเสมอภาคและเป็นธรรม บนฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน” โดยได้ออกแบบเป้าหมายที่ต้องบรรลุเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ที่ประกอบกันออกมา ให้เป็นอนาคตของประเทศ  6 ด้านที่สอดรับกัน เริ่มจาก

(1) คนไทยอยู่ดีมีสุขและสังคมไทยสงบ มั่นคง ปลอดภัย

(2) ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ที่เหมาะสม

(3) ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

(4) สังคมไทยมีความเท่าเทียมและความเสมอภาค

(5) ประเทศมีความหลากหลายทางชีวภาพ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และ

(6) การบริหารจัดการของภาครัฐมีประสิทธิภาพ และประชาชนเข้าถึงสะดวก

ซึ่งเหล่านี้ เป็นเป้าหมายที่จะถูกนำไปใช้ เป็นกรอบความคิด ในการจัดทำแผนงานของภาครัฐ แผนปฏิรูปประเทศ รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของสภาพัฒน์ฯ ในการขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ไปสู่ภาพอนาคตของประเท ระยะยาว  แล้วก็ถือเป็นการมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันด้วย

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมขอเรียนว่าการมียุทธศาสตร์ประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีและได้ใช้ยุทธศาสตร์เป็นเป้าหมายในการกำหนดแนวทางการบริหารประเทศมานานแล้ว เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่เราจะมีแผนในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ในระยะยาว ซึ่งผมและรัฐบาลนี้ มีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเร่งดำเนินการตามแผนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศมีรากฐาน และเป้าหมายในการทำงาน ให้สามารถเดินหน้าและต่อยอดในระยะต่อไปได้  การที่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีกฎหมายรองรับ ก็เป็นอีกความตั้งใจที่จะสะท้อนความสำคัญและความมุ่งมั่นของภาครัฐ ที่จะทำให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้เป็นการล็อค หรือบังคับให้ใครต้องทำอะไร อย่างที่หลายฝ่ายนำมาบิดเบือน โจมตีในขณะนี้  เพราะกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่า เมื่อสถานการณ์หรือปัจจัยแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้องค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งต้องเปลี่ยนไป ยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถจะได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม  และทันต่อสถานการณ์ได้

“แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายและน่ากังวลมากกว่า ก็คือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สำเร็จผลตามที่กำหนดไว้  เพราะไม่ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะเขียนดีแค่ไหน มีการปรับให้ทันสมัยเพียงใด แต่หากทุกคนไม่ยอมรับ ไม่ช่วยกันนำไปขับเคลื่อน ตามภาระหน้าที่ของตน เป้าหมายหรือภาพอนาคตที่วาดหวังไว้นั้น ก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝัน” พล.อ.ประยุทธ์  กล่าว