ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง คณะทำงานสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความเฟสบุ๊ค โดยระบุว่า “เมื่อสักครู่ มีทหารแต่งกายนอกเครื่องแบบ จำนวน 2 นาย บุกมาที่บ้านของเจี๊ยบ โดยหนึ่งในนั้น อ้างตัวว่าเป็นนายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 โดยโชว์บัตรประจำตัวข้าราชการให้ รปภ. ดู ในบัตร ระบุว่า ชื่อ “พันเอก อนุวัฒน์” แถมยังบอกว่าตัวเองเป็นลูกน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย ซึ่งเจี๊ยบก็ไม่แน่ใจว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ก็สงสัยว่าในเมื่อเป็นข้าราชการแล้วทำไมจึงไม่แต่งเครื่องแบบเพราะช่วงเวลาที่พวกเขาบุกมาที่บ้านของเจี๊ยบนั้น ก็ถือว่ายังอยู่ในวันเวลาทำการของราชการด้วย

ที่สำคัญ การบุกมาที่บ้านพักส่วนตัวของนักการเมืองที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลเผด็จการ ทั้งยังเป็นนักการเมืองสตรีอีกด้วยนั้น มันคือหน้าที่ของชายชาติทหารงั้นหรือ? แล้วภารกิจประเภทนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของกองทัพ ตามที่ได้เสนอขอใช้งบประมาณของประเทศสูงถึง 2 แสนกว่าล้านบาท ด้วยหรือเปล่า ตามที่มีข่าวว่า สนช. จะพิจารณาคำของบประมาณ ประจำปี 2562 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ราวๆ สัปดาห์หน้า

ไหน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ้างมาตลอดไงว่าไม่เคยใช้เจ้าหน้าที่หรือกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจและปิดปากคนคิดต่าง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันต้องเรียกว่าอะไรดีนะ?

ก็ไม่ทราบว่า ทหารนอกเครื่องแบบกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับชายฉกรรจ์ 2 คน ที่เคยเดินทางตามประกบเจี๊ยบเมื่อสองสัปดาห์ก่อนรึเปล่า เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่เจี๊ยบเดินทางไปดูงานที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ปปช. ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก็ปรากฎว่ามีกลุ่มชายหัวเกรียน มานั่งเฝ้ารถยนต์ของเจี๊ยบอยู่ที่ลานจอดรถของ ปปช. เช่นกัน โดยพวกเขาแจ้งกับ รปภ. อย่างเปิดเผยว่ามาตามเฝ้าเจ้าของรถยนต์คันนี้ ซึ่งหมายถึงเจี๊ยบ และลงมือปฏิบัติการนั่งเฝ้าเจี๊ยบตั้งแต่เช้าจรดเย็น

อยากบอกทุกท่านว่า การใช้ชีวิตของนักการเมืองไทยในบรรยากาศที่บ้านเมืองมีความเป็นเผด็จการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พวกเราที่ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการและพยายามทำหน้าที่ของเราในการตีแผ่ความไม่ถูกต้องในการใช้งบประมาณแบบล้างผลาญของรัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจ อาจทำให้พวกเราตกอยู่ในที่นั่งลำบากได้เสมอ นักการเมืองฝ่ายเราจึงต้องใช้พลังใจและพลังจิตอย่างมากในการหล่อเลี้ยงความเชื่อของตัวเอง เพื่อให้เรายังคงยืนหยัดทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีงามและถูกต้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม พวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่คิดจะท้อถอย และยังถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะเราจะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองมีประโยชน์ต่อการสร้างระบอบประชาธิปไตยอย่างไร

ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ใต้อุ้งตีนของเผด็จการนั้น เป็นห้วงเวลาที่นักการเมืองที่มีอุดมการณ์จะสามารถแสดงบทบาทในการเรียกร้องสิทธิต่างๆ แทนพี่น้องประชาชนได้

การที่พวกเรายืนกรานมาตลอดว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกทางการเมืองในกรอบของกฎหมาย คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนนั้น ก็เพราะเราต้องการจะบอกกับรัฐบาลเผด็จการที่ได้อำนาจมาจากการแย่งอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนว่า ต่อให้รัฐบาลใหญ่จะโตแค่ไหน ก็ไม่อาจละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนในชาติได้

และต่อให้ประชาชนคนนั้นจะตัวเล็กแค่ไหน เขาก็มีสิทธิ์พูดทักท้วงในสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ถูกต้องได้เสมอเช่นกัน เพราะคนไทยทุกคนคือเจ้าของประเทศและเป็นคนจ่ายเงินภาษีที่ใช้หล่อเลี้ยงประเทศให้เดินหน้าไปได้

ดังนั้น ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟังข้อมูลผ่านสื่อมวลชน นักการเมือง หรือจะตั้งวงพูดคุยกันเอง ก็ต้องกระทำได้ ไม่ใช่ว่า เกิดเป็นประชาชนแล้วจะมีหน้าที่เสียภาษีอย่างเดียวหรือต้องรอฟังคำสั่งรัฐบาลอย่างเดียว

ทั้งนี้ การส่งเจ้าหน้าที่ไปข่มขู่คุกคามคนที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คือ สัญญลักษณ์ของการกดขี่และกดหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ ไม่ให้ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของเผด็จการ แต่จงเชื่อเถิดว่า ต่อให้ปิดปากคนวิจารณ์ได้หนึ่งคน ก็ไม่ทำให้ให้ชาวบ้านมองตะกวดเป็นจระเข้ขึ้นมาได้หรอ”

เมื่อสักครู่ มีทหารแต่งกายนอกเครื่องแบบ จำนวน 2 นาย บุกมาที่บ้านของเจี๊ยบ โดยหนึ่งในนั้น…

โพสต์โดย หมวดเจี๊ยบ Sunisa Divakorndamrong เมื่อ วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2018