นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการจัดประชุมครม.สัญจรที่จ.อุบลราชธานี ว่า การลงพื้นที่ไปจัดประชุมครม.สัญจร ถูกตั้งคำถามจากประชาชนผู้เสียภาษี ถึงเรื่องความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ที่มากกว่าการประชุมครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ การจัดประชุมในสภานการณ์พิเศษลักษณะนี้ เข้าข่ายขัดคำสั่ง คสช. ที่ 57/2557 เรื่องห้ามพรรคการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมือง คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไปหรือไม่

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญในสถานการณ์ที่บ้านเมืองต้องการความปรองดองสมานฉันท์ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาพที่ออกมาคล้ายกับว่า จังหวัดใดจัดการต้อนรับที่แปลกใหม่ใหญ่ดังกว่า จะได้รับงบประมาณมากกว่าจังหวัดอื่นๆ จึงเกิดภาพการลงทุนเพื่อให้จังหวัดของตัวเองได้รับงบประมาณมากที่สุด รวมถึงกรณีนักการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่นที่จะไปรับก็แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อดีต ส.ส. ที่จะย้ายไปเป็นแนวร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องไปรับ พลาดไม่ได้เสมือนหนึ่งการเช็คชื่อ ส่วนใครไม่ไปรับ ก็อาจถูกมองว่าต่อต้านหรือไม่ เกือบ 5 ปี ที่ประเทศพยายามทำเรื่องนี้ แต่การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ทำให้เกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายขึ้นมาเสียเองหรือไม่” นายอนุสรณ์ กล่าว

“รัฐบาล คสช. พยายามคิดเรื่องบ้านเมืองให้มากกว่าการเมือง เพราะประชาชนสงสัยว่า สิ่งที่ท่านเคยกล่าวหาว่า การเมืองล้าหลังน้ำเน่า วันนี้พวกท่านทำยิ่งกว่าที่กล่าวหานักการเมืองหรือไม่ วันนี้ถ้าท่านเป็นกรรมการอย่างที่เคยประกาศ ปัญหาและคำถามอาจจะไม่มากเท่านี้ แต่เมื่อท่านตัดสินใจก้าวลงมาเป็นผู้เข้าแข่งขันเสียเอง การกระทำการใดๆที่เป็นการเอาเปรียบคนอื่น หรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ต้องระมัดระวัง ไม่งั้นมันจะกลายเป็นการเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ไม่เหลืออะไร” นายอนุสรณ์ กล่าว