“รองโฆษก ปชป.” ลงตรวจสอบกัญชาหน้าตึกชิโน-ไทย พบไร้ใบสั่งแพทย์-มีห้องสูบครบวงจร กางสถิติ 4 ปีคนไทยใช้กัญชากว่า 11 ล้านคน เป็นสันทนาการถึง 91% เยาวชนเสพพุ่ง 10 เท่า จี้รัฐบาลเลิกลอยตัว สั่งคุมเข้มจ่ายยาผ่านแพทย์-จำหน่ายในร้านยาเท่านั้น
วันที่ 15 ส.ค. 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงสถานการณ์และผลกระทบจากนโยบายกัญชาในประเทศไทย ว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์หลายประเทศจับกุมการลักลอบนำเข้ากัญชาจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรณีคนไทยและชาวต่างชาติ จนสื่อต่างประเทศรายงานอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเว็บไซต์ข่าว India Today รายงานว่า ตำรวจเนปาลจับกุมชายชาวอินเดีย 2 คน ที่ท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน กรุงกาฐมาณฑุ หลังลักลอบขนกัญชาจากไทยน้ำหนัก 18 กิโลกรัม ผ่านฮ่องกงไปยังเนปาล ซึ่งสะท้อนว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยกำลังเสียหายอย่างหนัก และถูกประชาคมโลกจับตามองว่ากลายเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของการส่งออกยาเสพติด รวมถึงยาเสพติดให้โทษร้ายแรงอื่น ๆ ผ่านขบวนการรับหิ้วสินค้า
น.ส.ศิริภา กล่าวว่า หน้าที่ในการกอบกู้ภาพลักษณ์ประเทศเป็นของรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะปัญหากัญชาซึ่งมีต้นตอมาจากนโยบายของพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรี แต่ผู้นำรัฐบาลกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หลบเลี่ยงตราบาปที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่การหาเสียงเมื่อปี 2562 ที่เคยประกาศว่ากัญชาสามารถเสพได้อย่างเสรี ประสบการณ์ทางการเมืองกว่า 40 ปีไม่ได้ช่วยอะไร และปล่อยให้ประชาชน ผู้ป่วย แพทย์ รวมถึงผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนความผิดพลาดของนโยบายที่คิดไม่รอบคอบตั้งแต่ต้น
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ตลอด 4 ปีเต็มหลังการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้กัญชาสูงถึง 11 ล้านคน แต่เป็นการใช้เพื่อการแพทย์เพียง 9% เท่านั้น ส่วนอีก 91% ใช้เพื่อสันทนาการ สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า คนไทยติดกัญชาสูงถึง 1.5 ล้านคน เป็นอันดับสองรองจากยาบ้า ขณะที่กลุ่มเยาวชนสูบกัญชาเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า และมีผู้ป่วยจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 6–7 เท่า นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังพบการจับกุมการลักลอบส่งออกกัญชาทุกช่องทาง ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 รวมแล้วกว่า 56 ตัน
“ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เราจะเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาพูดทำนองพร้อมสั่งปิด พร้อมร่ายกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ชี้แจงว่าเป็นกัญชาทางการแพทย์ แต่ในความเป็นจริงกัญชายังถูกนำไปใช้เพื่อสันทนาการอย่างเสรี โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก เยาวชนเข้าถึงและสูบกัญชากันอย่างแพร่หลายไม่ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า” น.ส.ศิริภา กล่าว
นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ทดลองซื้อกัญชาจากร้านค้าบริเวณหน้าอาคารซิโน-ไทย พบว่าสามารถซื้อได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม ผู้จำหน่ายไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ตามที่กฎกระทรวงกำหนด และกัญชาที่วางจำหน่ายมีการระบุปริมาณสาร CBD และ THC ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งพบว่าค่า THC สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานของกัญชาเพื่อการแพทย์ ลูกค้าต้องการฤทธิ์ต่อจิตประสาทแบบใดผู้ขายสามารถจัดหาให้ได้ทันที อีกทั้งยังมีห้องอำนวยความสะดวกให้สูบภายในร้านแบบครบวงจร
น.ส.ศิริภา ระบุด้วยว่า ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา พ.ศ. …. ที่เพิ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้มีความแตกต่างจากประกาศและกฎกระทรวงที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่สามารถควบคุมการใช้กัญชาให้อยู่เฉพาะกรอบทางการแพทย์ได้อย่างแท้จริง และยังสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์กับผู้ประกอบการ
ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ด้วยการตรวจสอบและกวดขันร้านจำหน่ายกัญชาทั่วประเทศ 2. กำหนดให้กัญชาเป็นเสมือนยาทางการแพทย์อย่างแท้จริง โดยมีข้อบ่งชี้ในการสั่งจ่ายที่ชัดเจนและรัดกุม 3. ควบคุมผู้สั่งจ่ายยา กำหนดให้ผู้สั่งจ่ายต้องเป็นแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่อุปโลกน์ขึ้นมา 4. จำกัดช่องทางการจำหน่าย ต้องดำเนินการผ่านสถานพยาบาลหรือร้านขายยาที่มีใบอนุญาต และจ่ายยาโดยเภสัชกรเท่านั้น เพื่อปิดช่องโหว่การใช้เพื่อสันทนาการและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมา

