นายพิชัย นริพทะพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ พรรคการเมืองกับแนวทางสามัคคีปรองดองแห่งชาติ จัดโดย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งแห่งประเทศไทย ว่า หากจะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองแห่งชาติ พรรคการเมืองรวมถึงประชาชนอาจจะต้องเริ่มลืมความหลังและก้าวข้ามความขัดแย้ง เหมือนบทเรียนในหลายประเทศ แต่จะถึงจุดนั้นเมื่อไหร่คงต้องคอยดู ทั้งนี้อยากเห็นผู้นำของพรรคการเมืองต้องไม่มีภาพของความขัดแย้ง มีประวัติที่ดี ไม่มีข้อครหาของการทุจริตคอรัปชั่น และมีความรู้ความสามารถที่จะนำพาประเทศ ก้าวหน้า และ ทำให้ประชาชนมีความสุข

“ซึ่งภาวะปัจจุบัน การดูด สส. น่าจะเป็นการทำลายความสามัคคี เพิ่มความขัดแย้ง และ กระแสสังคมก็ไม่เห็นด้วยกับการดูด สส. เพราะเห็นว่าไม่ใช่แนวทางในการปฏิรูปการเมือง น่าจะสร้างปัญหาให้กับประเทศเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต แถมหัวขบวนการดูดยังมีภาพลักษณ์ที่ติดลบ แม้กระทั่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยังแสดงเหมือนรังเกียจ ไม่รับรู้เรื่อง การดูด สส. ทั้งๆที่ นายสมคิด น่าจะมีส่วนรู้เห็นอย่างเต็มที่ ทั้งการที่นักการเมืองหลายคนเข้าพบแล้วได้ตำแหน่ง” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวต่อว่า อีกทั้งมีข่าวการพบ อดีต สส. เพื่อชักชวนร่วมพรรคในโรงแรมใจกลางกรุงเทพ เมื่อปฏิเสธยังแสดงความไม่พอใจ โดยมีวันและเวลาระบุชัดเจน ซึ่งหากไม่จริง นายสมคิดก็ควรออกมาปฏิเสธ มิเช่นนนั้น ก็จะเสียความน่าเชื่อถือ เกรงว่าประชาชนจะเห็นว่าหากไม่ให้ความจริงในเรื่องนี้ ก็อาจจะไม่ให้ความจริงในทางเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังลำบากกันมากตามผลโพลล่าสุด แต่นายสมคิดกลับบอกว่าเศรษฐกิจดี แถมยังบอกอีกว่า คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ซึ่งหากเป็นจริงก็ควรจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว พลเอกประยุทธ์จะได้มีศักดิ์ศรีเพราะจะมาจากเลือกตั้ง โดยประชาชนเลือกมา ไม่ใช่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติแบบนี้ ขนาดกูเกิ้ลชื่อตัวเองยังต้องอายเด็ก

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การดูด สส ในปัจจุบัน หรือ การดูด 4.0 ไม่ใช่การดูด สส. แบบปกติ เพราะจากข้อมูลที่ได้รับนอกจากจะเสนอเงินก้อนโต พร้อมตำแหน่ง ที่มีข่าวว่าอาจจะปรับครม. ให้เข้าไปเลยก่อนเลือกตั้งแล้ว ยังมีการใช้คดีความมาข่มขู่ แถมยังขู่จะยุบพรรค ที่บอกว่าหากไม่ย้ายพรรค พรรคที่สังกัดจะถูกยุบแน่ อีกทั้งยังใส่คดีความต่างๆให้กับอดีตนายกฯ ที่ประชาชนยังให้ความเชื่อถือสูงแบบไม่สมเหตุผลเพียงเพื่อต้องการทำลายความนิยมของพรรค ซึ่งสร้างผลกระทบและความเสื่อมถอยให้กับระบบการเมืองไทย ไม่ได้มีการปฏิรูปให้ดีขึ้น แต่กลับย่ำแย่ลง และเป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ และทำลายความสามัคคี ซึ่งจะเป็นปัญหาของประเทศ ไม่ได้น้อยไปกว่าการรัฐประหาร และยังเป็นการสืบทอดอำนาจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยิ่งถอยหลังได้

“คงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ย้อนกลับมาอีก ดังนั้นแนวทางในการสร้างความสามัคคีจะต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และให้ระบอบการปกครองดำเนินไป อย่างถูกต้อง เคารพเสียงส่วนใหญ่ อย่าไปแทรกแซงเพื่อสืบทอดอำนาจ โดย อยากให้ประชาชนพิจารณาผลงานในอดีตว่าพรรคไหนพูดแล้วทำได้จริงและทำให้ประชาชนมีความสุขได้มากที่สุด” นายพิชัย กล่าว