ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง คณะทำงานสำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความเฟสบุ๊ค กล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยระบุว่า “การหายตัวไปอย่างลึกลับในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนของเด็กๆ นักฟุตบอลทีมหมูป่าอคาเดมี่ในครั้งนี้ บอกอะไรกับสังคมได้หลายอย่าง

ประการแรก ทำให้เราได้เห็นความใจดีของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยากถ้ามีโอกาส ที่สำคัญ เหตุที่พวกเค้ายื่นมือมาช่วยก็แค่เพราะอยากจะช่วย ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนและไม่ได้ต้องการให้โลกรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ร่วมทำหน้าที่พลเมืองดีกับใครเค้าด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจาก ประเทศของเราจะเต็มไปด้วยพลเมืองดีที่ชอบปิดทองหลังพระแล้ว ในสังคมไทยก็ยังมีมนุษย์อีกจำพวก ที่มีพฤติกรรม “ทำดีเพื่อเอาหน้า” อีกด้วย

โดยคนประเภทนี้มักจะปรากฎตัวในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม ไม่ว่าจะเป็นงานรื่นเริง หรืองานโศกเศร้า ขอเพียงให้เรื่องนั้นๆ เป็น Talk of the town ก็พอ คนพวกนี้ก็จะดั้นด้นไปร่วมงานจนได้เพื่อเอาหน้า

ต่อให้สถานที่เกิดเหตุนั้นจะอยู่ห่างไกลเพียงใด หรือการเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่ชอบทำงานเอาหน้า ราวกับว่าที่นั่น คือเวทีให้พวกเค้าได้ขึ้นไปโชว์ตัวสร้างภาพเรียกเสียงกรี๊ดจากชาวบ้าน เช่นเดียวกับกรณีของปฏิบัติการช่วยเหลือน้องๆ 13 คนที่ติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่ จ.เชียงราย เป็นต้น

หนึ่งในภาพที่น่าเศร้าใจก็คือ ภาพของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไปพูดเรื่องเศรษฐกิจปากท้องกับพ่อแม่ของเด็กๆ 13 คนที่กำลังใจสลายเพราะอยากรู้ว่าลูกหลานของพวกเค้าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่ได้อยากฟังการบรรยายของ พล.อ.ประยุทธ์ สักนิด

นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมสีหน้าของผู้ปกครองเด็ก 13 คน ที่ปรากฎในภาพข่าว จึงมีอาการเบื่อหน่ายและรำคาญ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเห็นได้ชัด โดยสีหน้าของคนนั่งฟังมันฟ้องว่าเขากำลังด่าไอ้คนที่กำลังยืนพ่นอยู่ในใจประมาณว่า “ไอ้หมอนี่มันรู้จักคำว่ากาลเทศะบ้างไหม” สงสัยว่าภายในหัวสมองของคนพูดนั้นคงไม่ได้หมกมุ่นกับการคิดเพื่อหาวิธีช่วยเหลือเด็กๆ ออกจากถ้ำหรือไง แต่คงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการรักษาอำนาจของตัวเองและการหาเสียงล่วงหน้าเท่านั้น ทำให้สิ่งที่หลุดออกมาจากปาก จึงมีแต่เรื่องคำแก้ตัวทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องความทุกข์ร้อนของครอบครัวเด็กๆ 13 คนในทีมหมูป่าอคาเดมี่เลย ที่ทุเรศกว่านั้น ก็คือ มีการหย่อนอาหารลงไปในถ้ำหลวงฯ พร้อมข้อความในกระดาษเขียนว่าา “… พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วงทุกคนมาก” โดยเจ้าหน้าที่เอากระดาษดังกล่าวมาโชว์ให้นักข่าวทำข่าวก่อนหย่อนลงไปซะด้วย อยากถามว่า การทำแบบนี้มีประโยชน์อะไร แล้วเรียกว่าทำงานเอาหน้าหรือเปล่า ใครรู้ช่วยตอบดิฉันที?

ถ้านี่คือแผนพีอาร์ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วล่ะก็ ต้องถือว่าเป็นการพีอาร์ที่ผิดพลาดล้มเหลว เพราะแทนที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่กลับถูกก่นด่าไปทั้งบ้านทั้งเมืองว่าไปพูดกับผู้ปกครองเด็ก 13 คน แบบนั้นได้อย่างไร แถมยังด่าซ้ำว่าเดินทางไปที่นั่นทำไมอีกด้วย ที่แย่กว่านั้น คือ มีคนจำนวนมากส่งข้อความต่อๆ กันในไลน์และเฟสบุ๊ค โดยตั้งจิตอธิษฐานต่อเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อขอแลกเด็ก 13 คน กับคนในรัฐบาลประยุทธ์อีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนมีความพึงพอใจในบทบาทของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มากน้อยแค่ไหน แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าเป็นการพีอาร์ทีล้มเหลวได้อย่างไร เพราะแทนที่รัฐบาลจะได้รับเสียงกรี๊ดจากชาวบ้าน กลับกลายเป็นโดนขว้างปาก้อนหินใส่จนวงแตก

แต่แทนที่ผู้เกี่ยวข้องจะรู้ตัวแล้วแก้ไขตัวเอง กลับไปโกรธคนที่เอาเรื่องจริงมาแฉ ถึงกับสั่งห้ามประชาชนแถวนั้นใช้มือถือถ่ายภาพหรือ live สด การทำงานของเจ้าหน้าที่อีกต่างหาก ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ทั้งยังจะทำให้รัฐบาลถูกมองว่าเป็นเผด็จการชอบเซ็นเตอร์จนเป็นนิสัยอีกต่างหาก

ที่ตำหนิมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร รวมทั้งพลเมืองดีที่เป็นจิตอาสาทุกคนที่กำลังทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อช่วยน้อง ๆ 13 คนออกจากถ้ำหลวงฯ เลยนะคะ แค่ตำหนิคนในรัฐบาลที่ขยันทำเรื่องไม่เข้าท่าเท่านั้นเองค่ะ

สำหรับเจ้าหน้าที่และอาสมัคร ตลอดจนจิตอาสา รวมทั้งสื่อมวลชนในพื้นที่ทุกท่าน เจี๊ยบขอคารวะในจิตใจและความเสียสละของทุกท่านในครั้งนี้ และขอเอาใจช่วยให้ทุกท่านปฏิบัติภารกิจสำเร็จราบรื่นและพาน้องๆ ทั้ง 13 คน กลับบ้านอย่างปลอดภัยให้จงได้นะคะ”

การหายตัวไปอย่างลึกลับในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนของเด็กๆ นักฟุตบอลทีมหมูป่าอคาเดมี่ในครั้งนี้…

โพสต์โดย หมวดเจี๊ยบ Sunisa Divakorndamrong เมื่อ วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2018