นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเปิดโปงตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการจากหลายกระทรวงว่า การทุจริตที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ขณะนี้เป็นการทุจริตที่สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดย เริ่มจากการทุจริตเงินทอนวัดของสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ จนมาถึงการทุจริตปลอมแปลงเอกสารรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย  และผู้ป่วยโรคเอดส์ที่กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ไปจนถึงการทุจริตที่กระทรวงศึกษาธิการในโครงการเสมาพัฒนาชีวิตเงินทุนการศึกษาเด็กนักเรียนหญิงเหยื่อตกเขียว รวมถึงทุจริตอาหารกลางวันนักเรียนเด็กอนุบาล

“การทุจริต จะเห็นได้ว่า ในหน่วยงานที่ข้าราชการควรมีคุณสมบัติพิเศษเรื่องศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม มีจิตเมตตา เอื้ออารีต่อผู้ต้องการความช่วยเหลือและเด็กนักเรียนเป็นพิเศษ แต่ปรากฏว่า ข้าราชการส่วนหนึ่งในหน่วยราชการที่มีการทุจริตเหล่านี้กลับมีคุณสมบัติตรงกันข้ามชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือ เป็นข้าราชการที่มีจิตสำนึกที่เลวร้าย ไร้ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง” นายองอาจ กล่าว

นายองอาจ กล่าวต่อว่า การตรวจสอบการทุจริตโดยข้าราชการที่ฉ้อฉลเหล่านี้ จะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ

1. ทุจริตกันต่อเนื่องมาเป็นเป็นระยะเวลานาน

2. มีการทุจริตร่วมมือกันเป็นขบวนการ

3. ในหลายกรณีมีข้าราชการระดับสูงร่วมมือด้วย

นายองอาจ กล่าวอีกว่า  สำหรับการทุจริตที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นการทุจริตที่มีความเป็นไปได้สูงที่มีการวางเครือข่ายอำนาจ สร้างอิทธิพล ดันพวกพ้องตนเองขึ้นมามีอำนาจมีตำแหน่งสูงๆ จากรุ่นสู่รุ่น จนสามารถทุจริตได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้าราชการระดับสูงบางคนเกษียณออกจากราชการไปแล้ว ก็ยังมีอิทธิพลในการดันคนของตัวเองขึ้นมามีอำนาจได้ต่อเนื่อง เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ปกติ การทุจริตจะมีนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจสมคบร่วมมือกัน แต่ขณะนี้ไม่มีนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ก็ยังพบการทุจริตกระจายอยู่ทั่วไป เป็นการทุจริตโดยข้าราชการประจำล้วนๆ ไม่มีนักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีนักการเมืองจากการเลือกตั้งหรือไม่มี ข้าราชการส่วนหนึ่งก็ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงเงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของประชาชนจนอิ่มหมีพีมันกันทั่วหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตของข้าราชการให้ได้ผล

นายองอาจ กล่าวและย้ำว่า  ตนขอฝากให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนี้

1. ปฏิรูปข้าราชการ ป้องกันการทุจริตแบบยกเครื่องทั้งระบบ

2. ขุดรากถอนโคนเครือข่ายอิทธิพลของข้าราชการระดับสูงที่ฝังรากลึกอยู่ตามกระทรวงต่างๆ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่ร่วมมือกันทุจริต

3. สร้างจิตสำนึกใหม่ให้ข้าราชการไทย พร้อมทำงานรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะผู้คนที่ด้อยโอกาสในสังคม

“อยากเห็นนายกรัฐมนตรีใช้เวลาที่เหลืออยู่ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทุ่มเทพลังในการป้องกันปราบปรามการทุจริตของข้าราชการให้ได้ผลอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้การทุจริตโดยข้าราชการเป็นมะเร็งร้ายที่ฝังรากลึกในสังคมไทยอีกต่อไป”  นายองอาจ กล่าว