ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2561 โดยระบุในตอนหนึ่งว่า วันนี้ตนอยากจะกล่าวถึงแนวทางของการสร้างความเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก(จุลภาค)กับระดับประเทศ(มหภาค) ของรัฐบาลนี้ ขอเริ่มจากการมองย้อนถึงการวัดผลงานรัฐบาลในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา หากว่าเราดูที่ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีตัวไหนที่แย่ลง มีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นถึง 4 ล้านล้านบาท GDP ของเราโตขึ้นมา 2 ล้านล้านบาท การส่งออก การลงทุน ความเชื่อมั่นต่างๆก็ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เพียงแต่ว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาคเกษตรของเรากลับลำบากมาก ไม่เหมือนกับยุคต้มยำกุ้งที่ตลาดโลกดี พืชผลทางการเกษตรก็ดีทำให้ขายได้ ประเทศมีรายได้มาช่วยจุนเจือให้เราพ้นวิกฤตในที่สุด แต่ครั้งนี้นั้นตลาดโลกยังซบเซา และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้นความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของต่างประเทศ และความไม่สงบในหลายพื้นที่ในโลก ก็ช่วยกันซ้ำเติม ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการในตลาดโลก ก็อาจจะยังไม่ดีขึ้นนัก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการทำก็คือ ในเรื่องของการกระจายรายได้ไปยังเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้สามารถโตจากภายในได้ดีขึ้น หมายถึงว่า (1) ราคาพืชผลต้องดี และ (2) เศรษฐกิจฐานรากต้องเข้มแข็ง พร้อมปรับตัว เราไม่อาจพึ่งพาแต่เพียงสินค้าเกษตร เพราะราคายังผันผวนมาก รายได้ไม่แน่นอน 4 ปีที่ผ่านมา โครงการช่วยเหลือของภาครัฐไปยังเกษตรกร มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท ส่วน SMEs ไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงการประคับประคองให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืน เพื่อให้โตจากภายในได้เท่าที่ควร

“ทั้งนี้การจะแก้ปัญหาระยะยาวให้ได้ผลนั้น เราจำเป็นต้องเปลี่ยนประเทศให้มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เน้นการเพิ่มมูลค่าของการผลิต เน้นการพัฒนาเชิงมาตรฐาน เพิ่มคุณภาพ มีการแปรรูป มีการปรับใช้เทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ เพื่อจะสร้างความสามารถในการแข่งขันและหาตลาดได้ง่ายขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า 10 ปีที่ผ่านมาเราพลาดโอกาสหลาย ๆ อย่างในการพัฒนาประเทศ เพราะเปรียบเหมือนกับ ชีพจรของประเทศนั้นเต้นแผ่ว ประเทศในภาพรวมไม่มีเสถียรภาพ อาจจะไม่มีใครกล้าลงทุนมากนัก แม้แต่นักท่องเที่ยวก็ยังขาดความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยวันนี้เราต้องมาพลิกฟื้น และสร้างความเข้มแข็งใหม่ ต้องช่วยกันเร่งพัฒนาศักยภาพให้ทัน ชดเชยกับโอกาสที่เราสูญเสียไป แต่ทั้งนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องทำหลายๆ อย่างพร้อม ๆ กัน สิ่งที่สำคัญในวันนี้ เราต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กระจายลงไปจนถึงฐานรากไปถึงประชาชน เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาตนเองไปด้วยอาทิ

(1) ภาคการผลิตเราต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

(2) โครงการขนาดใหญ่ ลักษณะเช่นเดียวกันกับ EEC ที่จะเป็นฐานให้ทุกภาคการผลิต ได้มีการกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค เพื่อจะช่วยดึงดูดนักลงทุน และสร้างการจ้างงาน

(3) เพิ่มโอกาส สร้างความเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านคมนาคม ถนนหนทาง อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุน และการให้บริการต่างๆ ในพื้นที่ของภาครัฐ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพิ่มว่า ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้พี่น้องเกษตรกรและชุมชนในเศรษฐกิจฐานรากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับตัว ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาผลผลิต เพื่อสร้างรายได้  เปิดช่องทางการค้าขายของตนเอง วันนี้ รัฐบาลเองก็ได้เร่งดำเนินการให้ได้ทุกเรื่อง บางอย่างก็เริ่มต้น บางอย่างก็ทำไปถึงระยะที่ 2 แล้ว บางอย่างก็ต้องเดินต่อไประยะที่ 3 ที่ 4 ต่อไป เพราะว่าเป็นการทำในเชิงโครงสร้างไปด้วย พร้อมกับงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทุกกระทรวงต้องเข้าใจ ประชาชนต้องเข้าใจ แล้วก็ปรับตัวเข้าหากัน ที่เขาเรียกว่าการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ทั้งคน ทั้งกฎหมาย ทั้งวิธีการดำเนินการทั้งหมด จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด เช่น การท่องเที่ยวเดิมเราเคยไปกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักเท่านั้น

“วันนี้เราไม่ให้ไปกระจุกตัวอย่างนั้น ต้องกระจายไปยังเมืองรองเมืองที่ติดต่อกัน เช่นแต่ละจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาค ต้องเชื่อมโยงกับภาคอื่นๆ ด้วย  ผมก็ขอให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะหนทางแก้ไข หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น อะไรที่ไม่ดี ก็ดำเนินการตามกฎหมาย ให้ความเห็นที่สร้างสรรค์ ติเพื่อก่อ ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้รัฐบาลสามารถให้การสนับสนุนพี่น้องประชาชนได้อย่างตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว