ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท เพื่อลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ได้กล่าวนำเสนอสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งเดิมนายกฯขอเวลาไว้ 2 ชั่วโมง

โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 จำแนกตามยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 329,239.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ11 ของวงเงินงบประมาณ 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 406,496 ล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 560,884.9 ล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวด้วยว่า เรื่องงบประมาณแต่ละภาคไม่ต้องมาขอเพิ่ม เพราะรัฐบาลได้เกลี่ยงบฯให้เท่ากันทุกภาคอย่างทั่วถึง ดูความต้องการแต่ละภาค สำหรับค่าใช้จ่ายประจำปี สิ่งแรกที่ดูคือรายจ่ายประจำให้เป็นไปตามกฎหมาย นำไปสู่การปฏิรูปราชการที่ต้องมีการลดกำลังข้าราชการ ที่เวลานี้กำลังทำอยู่ แต่ลดทีเดียวไม่ได้ หลายอย่างต้องพิจารณาทั้งการแก้ไขการบรรจุ การเกษียณอายุ พิจารณาพนักงานลูกจ้างจะทำอย่างไรกับเขาที่อยากบรรจุเป็นข้าราชการ เพราะเขาอยากได้สวัสดิการ

“มีการร้องเรียนจำนวนมาก เพราะยังไม่ได้บรรจุ  อย่างไรต้องหาวธีการที่เหมาะสม กำลังภาครัฐลดลง แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คนใหม่ได้มีอนาคตในการบรรจุ ข้าราชการคนหนึ่งกว่าจะเกษียณราชการต้องใช้งบฯ 20 กว่าล้านบาท ดังนั้นต้องให้เกิดเกิดความพอเพียงในการใช้งบฯประมาณ ที่มีปัญหาคือ ในส่วนของสาธารณสุขต้องแก้ให้เขา ต้องมีแผนงานบรรจุมาก ตรงนี้ต้องช่วยผมคิด หลายคนบอกว่า รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นหลายๆล้าน ก็ลองไปเทียบดูว่าสิ่งที่เพิ่มมาเอาไปทำอะไร เอาไปใช้เพื่ออะไร ก็เพื่อเอาไปแก้ไขทำงานในอดีตที่ยังค้างอยู่ และทำปัจจุบันให้พัฒนาขึ้น ดูแลผู้มีรายได้น้อยให้มากขึ้น และเป็นการลงทุนสู่อนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ในการทำแผนโครงการมีทั้งระยะสั้น กลางและระยะยาว ซึ่งโครงการระยะยาวต้องจ่ายเป็นงวดๆ จึงเป็นภาระผูกพันที่ต้องตามมา สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใหม่คือ กิจกรรมใหม่ๆ ตรงนี้มันเป็นสัดส่วน ไม่ใช่เงินปีนี้ใช้ปีนี้ต้องใช้พ่วงไปตลอด ไม่ใช่แค่ปีนี้ รวมถึงหนี้สาธารณะที่จำกัดตามพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ การทำงบประมาณไม่ใช่เรื่องง่าย ขอฝากไปถึงข้าราชการต้องทำให้ได้และถูกต้อง มีประสิทธิภาพไม่ทุจริต ไม่ต้องกลัว หากทำถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่า

“เมื่องบประมาณมีวงเงินสูงขนาดนี้ หลายคนบอกว่าอาจจะมีการทุจริตอีก ผมถามว่าถ้าคิดอย่างนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องมองว่างบประมาณวันนี้ทำครบหรือเปล่าและเหมาะสมหรือไม่ แต่ถ้าบอกตั้งแต่แรกมีงบประมาณมากแล้วจะเกิดทุจริต ก็คงทำอะไรกันไม่ได้ การทุจริตเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องใช้กลไกในการตรจสอบไปดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลนี้ตรวจสอบทุกวัน ขออย่าให้ใครเอาไปใช้ประโยชน์ด้วยบิดเบือน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้แน่นอนว่าการทุจริตไม่ได้อยู่ที่ระบบหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่คนทั้งสิ้น เราต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีหลักคิดที่ถูกต้อง ไม่ใช้ความรู้สึก การใช้กฎหมายต้องไม่สร้างภาระ กล่าวคึอ ไม่ทำอะไรในสิ่งที่ไม่ควร เจ้าหน้าที่และประชาชนที่ดีก็มี เจ้าหน้าที่ที่ขี้โกงก็มี มันเป็นคนนะครับ อย่าโทษระบบแต่เพียงอย่างเดียว การใช้จ่ายงบประมาณสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การจัดการเป็นภาค เพราะแต่ละภาคมีศักยภาพที่แตกต่างกัน แต่ต้องหาวิธีการเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐาน อย่างวันนี้ก็เริ่มไปเยอะแล้วโดยเฉพาะดิจิทัลที่ต้องไม่สำเนาทะเบียนราษฎร์นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น กว่าจะเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาถึง 40 เดือน ไม่ได้แค่ประชุมวันนี้พรุ่งนี้(8 มิ.ย.) ตนก็ตรวจทุกวัน ถ้าอันนี้ไม่เหมาะสม ตนก็สั่งให้ไปทำใหม่ ให้ไว้ใจกันตรงนี้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ โครงการต่างๆที่เสนอมายังรัฐบาล ตนอ่านและดูทั้งหมด ตนไม่ได้ให้ไปแบบส่งเดชไปเรื่อยที่แบบว่าใครขอมาก็ให้ วันหน้าต้องเป็นแบบนี้ นายกฯต้องเป็นแบบนี้ ต้องซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ต้องดูให้ทั่วถึง ทุกโครงการต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศด้วย เพราะสิ่งที่เราทำในวันนี้เพื่ออนาคตของเด็ก ไม่ใช่เสนออะไรมาก็ได้ ถ้าเสนอมาแล้วไม่โยงการพัฒนาประเทศ ครม. ก็ไม่อนุมัติ ตนก็ไม่ให้ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เส้นทางรถไฟต้องมีความต่อเนื่อง เชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ทุกอย่างต้องมีการแข่งขันประมูลอย่างถูกต้อง ที่สำคัญจะต้องผ่านคณะกรรมการที่ผมตั้งขึ้นมาตามความเหมาะสม ไม่ใช่เสนออะไรมากก็ได้ ถ้าไม่เชื่อมโยง ก็ไม่อนุมัติ ไม่เช่นนั้นก็ต้องมานั่งแก้ปัญหา ซึ่งทุกวันนี้ต้องใช้มาตรา 44 มาช่วยแก้ อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน การดำเนินการไม่ได้หวังเอื้อประโยชน์ให้ใคร ทุกอย่างต้องเข้ามาตามกติกาและกฎหมาย ที่ผ่านมาภาคเหนือเป็นอย่าง ภาคใต้เป็นอย่าง ภาคอีสานเป็นอย่างนี้ ไม่สามารถแสดงตัวเลขให้ชัดเจนได้อย่างที่รัฐบาลนี้ทำ วันนี้แสดงให้เห็นว่า ทุกภาคได้เงินใกล้เคียงกัน มากน้อยตามลำดับ ต้องเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ เป็น ครม. ของคนทั้งประเทศให้คนได้รับประโยชน์ ไม่ใช่ให้เฉพาะคนกลุ่มหรือพวกกันทำแบบนั้นไม่ได้

นอกจากนี้ตนไม่ได้ให้ไปแบบส่งเดชไปเรื่อยที่แบบว่าใครขอมาก็ให้ วันหน้าต้องเป็นแบบนี้ นายกฯต้องเป็นแบบนี้ ต้องซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ต้องดูให้ทั่วถึง ทุกโครงการต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาในอดีต ปัจจุบันและ ลงทุนเพื่ออนาคต มันจะยังไม่เกิดผลวันนี้ แต่ตนถามว่าที่ผ่านมาได้เคยลงทุนเพื่ออนาคตกันบ้างหรือไม่ วันนี้แสดงให้เห็นว่าทุกภาคได้เงินใกล้เคียงกัน เป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ ให้คนทั้งประเทศได้รับประโยชน์ ไม่ได้ให้เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ผมหวังว่า วันหน้ารัฐบาลที่ท่านคาดหวังกันให้เขาทำให้ได้แบบนี้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าผมทำดีเลิศ ประเสริฐศรีหรือดีที่สุด มันไม่ใช่ ผมเพียงริเริ่มไว้ให้พวกท่าน ฉะนั้นเราควรเอาเวลานี้ก่อนไปสู่การเลือกตั้งมาคุยกันในเรื่องนี้จะได้หรือไม่ รัฐบาลไหน พรรคการเมืองไหน ที่จะเสนอแนวทางการทำงานมากกว่าที่จะมาบิดเบือนต่อว่า มันก็จะกลับไปที่เดิมหมด สร้างความเกลียดชังจนกระทั่งหาสาระไม่ได้ ตรงนี้ต้องฝากกันไว้ด้วย” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยทะเลาะกันไม่เลิก ใครคิดว่า ใช่บ้าง ทุกคนต้องการเหมือนกัน ต้องการดี อยากได้ เห็นประเทศอื่นร่ำรวย แสดงว่า คนไทยที่บริหารมันห่วย ทั้งๆที่มีศักยภาพเยอะแยะ ไม่ว่า จะเป็นพื้นที่ คน สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งการยิ้มแย้มแจ่มใสของคนประเทศอื่นไม่มี เป็นเจ้าภาพที่ดี แต่เรากำลังทำลายสิ่งเหล่านี้ เพราะการพูดกันไปมาโดยไม่มีเหตุผลหรือหลักการ โดยไม่คิดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งจากปากต่อปาก ในสื่อ ในโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่ดีๆก็มีเยอะ เราต้องเลือกเสพ ไม่ใช่อ่านแล้วเอาตามทั้งหมด บางเพจด่า บางเพจเชียร์ ความรู้ไม่มี หลักคิดไม่ได้ เป็นสถานการณ์ที่สร้างความขัดแย้ง นี้คือปัญหาประเทศที่เกิดมาหลายสิบปี มันต้องแก้กันในวันนี้ แก้ให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งต้องให้เป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ ไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

ทั้งนี้ขอให้ช่วยเรื่องการปฏิรูป ประเทศไทยมันยากตรงความขัดแย้ง ในต่างประเทศกลับไปชมเขานักหนาว่า เขาดี วันนี้บางประเทศยังเฆียนคนอยู่เลยไม่ขอเอ่ยนามว่า ประเทศอะไร แต่คนเขาก็กลัว ถูกเฆียนแต่เรื่องกฎหมายประเทศไทยไม่กลัว เพราะประชาธิปไตยมันถูกหรือเปล่าแบบนี้ มันต้องคนรุ่นไร้ขีดจำกัดทำลายทุกอย่าง รื้อทุกอย่างได้ นี้หรือคนรุ่นใหม่ ทำสิ่งดีๆใหม่ๆแย่ไปหมด ฝากไว้ด้วยเรื่องนี้

“การใช้จ่ายเงินทุกรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่า ต้องหาเงินมาจากไหน เสนอแผนงานกันมาต้องดูด้วยว่า รัฐบาลมีเงินเท่าไหร่ ดังนั้นการปฏิรูปถึงได้มองระยะยาว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศ แต่ถ้ายุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปทำไม่ได้ ก็จบแบบนี้ ฝากไว้ด้วยจะช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร ไม่อย่างนั้นรัฐบาลก็โดนทุกวัน รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตทุกวัน เรื่องทุจริตเราต้องช่วยกันดู แต่ไม่ใช่จับผิดจนทำอะไรไม่ได้ ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น กลายเป็นการเพิ่มภาระในปีต่อไป เพราะถ้าวันนี้ทำไม่ได้วันหน้าก็ทำไม่ได้อยู่ดี หลายโครงการทำแล้วถูกต่อต้าน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวต่อว่า หลายคนบอกว่า ไม่รวยเสียที เอื้อประโยชน์แต่คนรวย ก็คนที่รวยมากเขามีประกอบการมาก เขาล้มละลายเมื่อไหร่ก็แล้วแต่เขา และเขาก็เสี่ยงของเขาเอง แต่ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกลงโทษ เพราะต้นทุนไม่เท่ากัน อย่าไปบอกว่ารวยๆแล้วเป็นอย่างไง บอกว่า ต้องรวยๆ “ชิโป้ง ชิปัง” เป็นไงก็ไปอยู่ต่างประเทศไง ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ วันหน้าก็อาจจะรวย วันนี้ประชาชนยังไม่ได้อะไร เพราะเขาเป็นหนี้โรงสี ขอให้โรงสี ลดดอกเบี้ยลงหน่อย เพราะการปลูกข้าวต้องเอาเงินไปลงทุน ขายได้ราคาเท่าไหร่ก็ต้องขาย ประกาศราคาเท่าไหร่ก็ได้เท่าเดิม ตนกำลังให้รองนายกฯไปขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร หนี้นอกระบบมาให้หมด ซึ่งต้องมีการเจรจา หากคิดดอกเบี้ยเกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ต้องไปเร่งเจรจาลดหนี้ให้เกษตร เรื่องหนี้นอกระบบหากว่ามี  พลเรือนหรือทหาร ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องติดคุกให้หมด จะปล่อยไว้ทำไม รัฐบาลจะเคลียร์ตรงนี้ให้หมด เพื่อให้สะอาด เจ้าหน้าที่ที่ไม่ดีก็เอาออกไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ด้านการปฏิรูปประเทศ ได้ทำแผนและทำเป็นกฎหมายออกมาแล้ว การปฏิรูปประเทศไทยนั้นมีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอและการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลา เหมือนกับต่างประเทศเวลาการปฏิรูปประเทศก็ใช้เวลาหลายปี อย่างจีนก็เปลี่ยนมาเป็นหนึ่งประเทศสองระบบ หากถามว่าประเทศไทยทำแบบนั้นได้หรือไม่ ก็ทำไม่ได้ ระบบเดียวยังไม่ได้เลย เพราะทะเลาะกันไม่เลิกแบบไม่มีเหตุผลไม่มีหลักการและไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบปากต่อปาก ในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสถานการณ์ที่สร้างความขัดแย้งและเป็นปัญหามา 10 ปีแล้ว ต้องแก้วันนี้ ต้องแก้ให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง และเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น

ทั้งนี้อยู่มา 4 ปีแล้ว นี่เป็นปีที่4แล้วที่แถลง ผมเองและคณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าทุกอย่างมีการพัฒนาทั้งหมด ตนอยากให้ทุกคนช่วยอ่านหนังสือเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เพื่อช่วยกันคิดว่าจะพัฒนาอย่างไรให้ประเทศไทยเดินหน้า ดังนั้น หวังว่าสนช.จะสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และขอให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่อไปร่วมกันเดินหน้าประเทศไทยให้ถึงทุกกลุ่ม และต้องไม่ให้เกิดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำเพื่อลดความยากจน

“ผมขอขอบคุณประธานสนช.และสมาชิกสนช. ถ้าผมพูดอะไรแรงไปก็ขอโทษด้วย ผมก็คือผม ความเป็นมนุษย์สูงหน่อย นายกฯ คือ ตำแหน่ง ดังนั้น จะมาหมิ่นตำแหน่งนายกฯไม่ได้ ถ้าจะด่าก็ด่าผมได้ แต่ถ้าผมเป็นนายกฯอยู่ เวลาด่าผม ก็กรุณาระวังหน่อยแล้วกัน ตำแหน่งนายกฯเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ ผมอยากรักษาให้ตำแหน่งนี้มีเกียรติและต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่ร่วมทำงานมาอย่างสาหัส มันไม่ง่ายในการทำระหว่างที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้อยู่ ข้าราชการข้างล่างก็ต้องปรับตัว ซึ่งเขาก็ปรับตัวกันอย่างเต็มที่ เพราะเขาก็อยากจะทำ แต่ถ้าเราไม่ให้ความไว้วางใจกัน คนดีก็จะหมดไป คนไม่มีดีก็จะเตรียมรอ วันข้างหน้าก็ออกมาใหม่” นายกฯ กล่าว