นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงกรณีการดำเนินคดีนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธอิสระ ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โดยศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีการนิมนต์พระสงฆ์ ชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปจากสำนักพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจาก พศ. มาทำการสึกจากความเป็นพระ โดยถอดพระเหลือง แล้วให้สวมชุดขาว  โดยระบุว่า “*การให้พระภิกษุสละสมณเพศกับ”ยุทธวิธี”ของตำรวจ
-เวลาพระภิกษุต้องคดี หากพระภิกษุไม่ได้ประกันตัว ต้องให้พระภิกษุสละสมณเพศหรือสึกเสียก่อน กล่าวคือ จะนำพระภิกษุไปขังในขณะครองผ้ากาสาวภัตร์ไม่ได้ เพราะผ้ากาสาวพัตร์ถือว่าเป็นของสูง ปัญหาว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องจับสึก ก็ต้องตอบว่าอยู่ที่”ดุลยพินิจ”ของตำรวจ หากตำรวจต้องการให้สึกตำรวจก็ไม่ให้ประกันตัว แต่หากไม่ต้องการให้สึก ตำรวจก็ต้องขอให้เจ้าอาวาสที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่รับตัวพระภิกษุนั้นไปควบคุมไว้ พระภิกษุนั้นก็ไม่ต้องสละสมณเพศ หรือไม่ต้องสึก (พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29) กรณีที่เกิดขึ้นกับพระภิกษุที่เป็นข่าวใหญ่โตขณะนี้ จึงสรุปได้ว่าเป็น”ดุลยพินิจ”ของตำรวจที่จะจับสึก ผมก็ไม่ว่าอะไรล่ะครับตำรวจไทยมี”ดุลยพินิจ”ที่ถูกต้องสวยงามเป็นที่ยอมรับของประชาชนเสมอ เพียงแต่พระภิกษุบางรูปท่านบวชมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ตั้งใจจะมรณภาพภายใต้ร่มเงาผ้ากาสาวพัตร์ และตอนนี้ท่านก็อายุมากแล้ว กว่าจะต่อสู้คดีเสร็จก็ใช้เวลานับ 10 ปี ถึงตอนนั้น หากศาลตัดสินให้ท่านชนะคดี เวลาที่จะครองผ้ากาสาวพัตร์ใหม่น่าจะสายไปแล้ว
-เรื่องที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจควรจะลงมาดูการใช้ดุลยพินิจของผู้ใต้บังคับบัญชา ผบ.ตร.บอกว่า การจับกระทำถูกต้องตาม”ยุทธวิธี”แล้ว แต่ต่อมานายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีออกมาขอโทษประชาชนในการกระทำที่รุนแรงเกินไป ตกลงจะเอาไง ผมว่าตำรวจต้องตอบชาวพุทธ 3 เรื่อง
1. ยังยืนยันยุทธวิธีของท่านว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
2. ทำไมต้อง”จับสึก”ทำไมไม่ให้ประกันกันตัวตามพรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 29
3. ขอถาม(เบาๆ) ว่า ถ้าเป็นนักบวชตามศาสนาอื่น ท่านจะใช้ยุทธวิธีแบบนี้ด้วยหรือไม่ หรือ ท่านกล้าใช้”ยุทธวิธี”แบบนี้เฉพาะกับพระในพระพุทธศาสนา”

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/nipit.in/posts/1638126912889868″ bottom=”30″]