นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวในโอกาสครบรอบปีของการรัฐประหาร รัฐบาล คสช. ซึ่งตรงกับวันนี้ (22 พ.ค.) ว่า มักมีการประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ในปีที่ 4 นี้ดูจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเป็นพิเศษ ความจริงพรรคเพื่อไทยก็ได้ออกคำแถลงแสดงความเห็นเรื่องนี้ไปแล้ว ตนเองก็ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเห็นว่า มีแง่มุมที่จะแสดงความคิดเห็น ตอกย้ำหรือเพิ่มเติมอยู่อีกบ้าง คสช.อ้างความจำเป็นในการระงับความขัดแย้งวุ่นวายเข้าทำรัฐประหาร ผ่านไป 4 ปี คสช.ก็ยังใช้เรื่องการระงับความขัดแย้งวุ่นวายนี้เป็นข้ออ้างในการอยู่ในอำนาจต่อไปอยู่อีก ทั้งยังพยายามบอกกับสังคมว่า หากไม่มีคสช.เมื่อใดแล้ว ความขัดแย้งวุ่นวายก็จะกลับมาอีก

“นี่คือ ความล้มเหลวในการสร้างระบบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างเงื่อนไขให้สังคมไทยอยู่ในสภาพขาดคสช.ไม่ได้ ซึ่งก็คือ ต้องอยู่ในสภาพที่ต้องอยู่ใต้ระบบอำนาจนิยมเรื่อยไป การที่ไม่เกิดความวุ่นวายต้องแลกมากับการจำกัดสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงในการร่วมกำหนดกฎกติกาในการบริหารประเทศ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหรือแม้แต่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐหรือแม้แต่การเรียกร้องความเป็นธรรม ถูกทำให้กลายเป็นอาชญากรรมไปเสียหมด” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่อ้างว่า เป็นภารกิจสำคัญของคสช.นั้นล้มเหลวหมดในทุกด้าน ไม่มีความพยายามใดๆที่จะสร้างความปรองดองในสังคมไทย ไม่มีการศึกษาต้นเหตุความขัดแย้ง ไม่มีการพิจารณาข้อเสนอในอดีต ไม่มีการพูดจาหารืออย่างเท่าเทียมของผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หรือผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้งในสังคมไทยจึงยังคงอยู่ ซ้ำร้ายคสช.ยังได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้ที่เห็นแตกต่าง เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ รวมทั้งสร้างระบบที่พวกเขาจะอยู่ในอำนาจต่อไป โดยประชาชนไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองได้

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า สังคมไทยจึงถลำลึกสู่ความขัดแย้งใหม่ที่หนักหนากว่าที่ผ่านมา คือ ความขัดแย้งระหว่างคสช.และพวกฝ่ายหนึ่งกับผู้สนับสนุนประชาธิปไตยและประชาชนทั่วไปอีกฝ่ายหนึ่ง 4 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า การปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งเป็นเพียงข้ออ้างสวยหรูเพื่อนำไปสู่การรัฐประหารและการอยู่ในอำนาจต่อไปไม่สิ้นสุดของคสช.กับพวก ไม่มีการปฏิรูปใดเกิดขึ้นแม้สักเรื่องเดียว ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆก็เกิดขึ้นโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใดมาตั้งแต่ต้น แผนเหล่านี้กำลังจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเสียมากว่าจะทำให้เกิดการปฏิรูป โดยเฉพาะจะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันโลกทันเหตุการณ์

“สิ่งที่คสช.ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจอวดอ้างมาตลอดว่า จะเอาจริงเอาจัง คือ การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น แต่การบริหารประเทศแบบไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลได้ ทำให้มีการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้นๆและการปราบปรามก็เป็นไปอย่างลูบหน้าปะจมูกและเลือกปฏิบัติ ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ การวางบุคลากรที่เป็นพวกพ้องใกล้ชิดกับผู้นำคสช.ให้เป็นผู้มีอำนาจควบคุมกลไกสำคัญในการปราบคอรัปชั่น ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ระบบต่อต้านการคอรัปชั่นกลายเป็นระบบที่ปกป้องพวกพ้องและเอื้ออำนวยให้เกิดการคอรัปชั่นที่ไม่มีใครทัดทานได้” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า การรัฐประหาร ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงและสิ่งที่รัฐบาลคสช.ทำในชวง 4 ปีมานี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาลดน้อยลง เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าที่สุดในภูมิภาค ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลื่อนการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า และความไม่ชัดเจนว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้แม้มีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย การปกครองโดยระบอบเผด็จการอย่างยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสในการร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การใช้งบประมาณขาดดุลอย่างมโหฬารเป็นประวัติการณ์ เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง นอกจากไม่มีผลในทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ยังเกิดการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจยักษ์ใหญเพียงไม่กี่บริษัท ธุรกิจรายเล็กรายน้อยอยู่ไม่ได้ การค้าขายและการทำมาหากินฝืดเคือง ทำให้เกิดสภาวะ “รวยกระจุกจนกระจาย”

“4 ปีมานี้ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่คสช.ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำรัฐประหารและอยู่ในอำนาจเรื่อยมา ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่เกิดผลสำเร็จใดๆ สิ่งที่ประกาศว่าจะทำ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง บางเรื่องล้มเหลว เพราะขาดวิสัยทัศน์และความรู้ความสามารถ บางเรื่องล้มเหลว เพราะขาดการสนับสนุนร่วมมือและหลายเรื่องล้มเหลว เพราะขาดความตั้งใจที่จะทำมาตั้งแต่ต้น” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา ผู้นำคสช.มักอ้างว่าจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ต้องวางกฎกติกาที่ดีไว้สำหรับรัฐบาลต่อๆไป ทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ตนเองไม่มีความตั้งใจหรือแม้แต่จะสนใจพยายามที่จะสืบทอดอำนาจต่อไป ดังคำพูดตั้งแต่ตอนแรกว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่ในปีที่ 4 หลังการรัฐประหาร ผู้นำคสช.กลับเปิดเผยจุดมุ่งหมายและแผนการของตนเองกับพวกออกมาอย่างล่อนจ้อน เมื่อเชื่อมโยงกับการวางกฎกติกาสูงสุดของบ้านเมืองไว้ก่อนหน้านี้แล้ว การประกาศตัวเป็นนักการเมืองที่มีอดีตเป็นทหาร การดำเนินการต่างๆ ทั้งการออกกฎหมายและคำสั่งที่มุ่งทำให้พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมและระบบพรรคการเมืองทั้งระบบอ่อนแอ การสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเพื่อช่วยเหลือพรรคการเมืองที่สนับสนุนผู้นำคสช. การใช้งบประมาณหว่านโปรยไปในพื้นที่ที่ต้องการดึงดูดพรรคการเมืองหรือนักการเมืองให้มาสนับสนุนตนเอง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมเลือกปฏิบัติต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง

“สิ่งเหล่านี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีการปิดบังอำพรางอีกต่อไปแล้วว่าผู้นำคสช.กำลังพยายามทุกวิถีทางเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไปอีกยาวนาน 4 ปีมานี้ บ้านเมืองต้องเสียหายไปมาก หากจะต้องเสียหายเพื่อแลกกับอนาคตที่ดีและยั่งยืนก็ยังพอทำเนา แต่เมื่อครบ 4 ปี กลับเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่าประเทศไทยเราต้องตกอยู่ภายใต้ระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ระบบที่ถูกออกแบบไว้โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่มาจากการรัฐประหารยังคงสามารถควบคุมและครอบงำการบริหารประเทศต่อไปอีกยาวนาน ภายใต้แนวทางและทิศทางในรูปของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปต่างๆที่พวกเขากำหนดกันขึ้นเองตามใจชอบ โดยปราศจากการมีส่วนร่วมหรือแม้แต่การมีสิทธิ์มีเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากผู้ที่มาจากการรัฐประหารและพวกสามารถสืบทอดอำนาจตามที่ได้วางแผนไ้ว้ การบริหารปกครองประเทศก็จะขาดการตรวจสอบถ่วงดุล เนื่องจากระบบกลไกที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหลาย ได้ถูกจัดการให้ตกอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของพวกเขาหมดแล้ว ผู้ที่มาจากการรัฐประหารจะสามารถสืบทอดอำนาจต่อไปอีกยาวนานได้หรือไม่ ย่อมขึ้นกับการตัดสินของประชาชน ส่วนระบบโครงสร้างที่ถูกกำหนดวางไว้นี้ หากไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมากพอ ประเทศไทยจะล้าหลังและไม่อาจปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประชาชนไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

“จะปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างให้เป็นประชาธิปไตย ให้ประเทศพัฒนาและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้หรือไม่ ก็ขึ้นกับประชาชนอีกเช่นกัน” นายจาตุรนต์ กล่าว