ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินทางไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อเข้าพบอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต ตามนัดรับทราบคำสั่งฟ้อง และนำตัวยื่นฟ้องคดีทุจริตการอนุมัติโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ตามความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ กรณีเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ 3 ข้อหา คือ จัดทำทีโออาร์ใหม่เอื้อประโยชน์เอกชน มีการเรียกรับประโยชน์ มีการรับประโยชน์โครงการบ้านเอื้ออาทร 7 โครงการ 7,500 ยูนิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 2,500 ล้านบาท ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ประสานพาตัวผู้ถูกกล่าวหาที่เดินทางมาถึงเข้าพบคณะทำงาน ทั้งนี้อัยการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหา 19 ราย มาพบเพื่อฟังคำสั่ง ขณะที่มีผู้ถูกกล่าวหา 9 ราย แจ้งจะเดินทางมาในวันนี้ โดยตั้งแต่ช่วงเช้ามีผู้ถูกกล่าวหาทยอยเดินทางเข้ามา แต่จนถึงเวลา 10.20 น. ยังเดินทางมาไม่ครบทั้ง 9 ราย โดยนายวัฒนาได้เตรียมหลักทรัพย์ค้ำประกันวงเงิน 2 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว

นายวัฒนา กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ แต่เตรียมวงเงินไว้ 2 ล้านบาทตามที่ศาลเคยประเมินไว้ในคดีอื่น โดยยืนยันว่าคดีนี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ข่มขู่มาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อทำลายในทางการเมืองและคดีนี้ก็เกิดหลังรัฐประหารปี 2549 เป็นการตั้งคดีเพี่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ โดยคดีค้างอยู่เป็นเวลานานแล้ว ถือเป็นเรื่องดีที่มีการส่งฟ้องจะได้ได้ข้อยุติ

นายวัฒนา กล่าวอีกว่า ตนไม่มีความเชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นทั้งการทำงานของ ป.ป.ช. และอัยการ ที่ใช้เวลาในการไต่สวนคดีกว่า 12 ปี แต่ยังหวังพึ่งการพิจารณาของศาลฎีกาฯ ซึ่งตนจะสู้คดีจนถึงที่สุด ไม่หนีคดี เพราะคดีนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น เช่น ข้อกล่าวที่ว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการหน่วยละ 11,000 บาท กลางที่ประชุมก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นผมไม่เคยเชื่อตั้งนานแล้ว ตำรวจก็ถูกแทรกแซงได้ หรือคุณว่าแทรกแซงไม่ได้ล่ะ อัยการสูงสุดก็ถูกย้ายมาแล้ว ถูก ม.44 ย้ายเพราะไม่ตามใจ มันก็แทรกแซงไปหมดแล้ว ป.ป.ช.ก็ต่ออายุให้ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ แล้วจะให้ผมคิดอะไร แต่ยังเชื่อว่ายังมีที่พึ่งได้อยู่ ไม่มีตัวเลือก ก็ต้องไปสู้กันที่ศาล ยืนยันว่าหนีไม่ได้ ไม่ใช่คดีนี้คดีแรก โดนมาไม่รู้กี่คดีแล้ว ยกฟ้องมาหมด คดีนี้เป็นคดีสุดท้ายสำหรับคดีอาญานักการเมือง คดีที่ศาลทหาร คดีอาญาอื่นโดนแจ้งข้อหาอีกตั้งหลายคดี ไม่รู้จะหนีไปไหน” นายวัฒนา กล่าว

นายวัฒนา กล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่ากำหนดทีโออาร์เอื้อประโยชน์แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ กับผู้ว่าการเคหะฯกับบอร์ดการเคหะที่เป็นผู้ปฏิบัติ กลับดำเนินคดีกับตนเพียงแค่คนเดียว อีกทั้งประชาชนมีความต้องการโครงการนี้ และโครงการนี้ก็ขายหมด รัฐไม่มีความเสียหายใด ๆ โครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่ขายหมด การเคหะฯ ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ประชาชน มีความต้องการ แต่ว่ามันเป็นเรื่องการเมืองคือต้องทำลาย เพื่อ Justify การยึดอำนาจ

“ในชั้นศาลคงจะแสดงให้เห็นถึงความไม่ปกติของการดำเนินคดีตั้งแต่ในชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็มีการจูงใจข่มขู่พยาน มันเป็นความไม่ปกติ อย่างที่สองก็คือกระบวนการตั้งข้อกล่าวหาอย่างกระบวนการที่พยายามจะเอาเรา อ้างว่าทำสิ่งนี้ผิด อ้างว่าผมสั่งให้ออกทีโออาร์ที่ผิด แล้วคนที่ทำมันไม่ผิด แล้วผมจะไปผิดได้ยังไง ถ้าสิ่งที่ผมทำผิด คนที่รับไปปฏิบัติก็ต้องผิดด้วยถูกไหม แล้วทำไมทั้งหมดเหลือผมอยู่คนเดียว ปล่อยทุกคนหมด ถ้ามันไม่เป็นเรื่องทางการเมืองแล้วเป็นเรื่องของอะไร ก็แค่นั้นเอง ส่วนการสู้คดีในศาลก็ว่ากันที่พยานหลักฐาน คดีนี้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ง่ายๆ มีการเรียกตังค์ไหมเรียกยังไง เรียกต่อหน้าที่ประชุมคุณเชื่อหรือ ก็คนอยู่ในห้องที่ประชุมตั้งเยอะไม่มีใครได้ยิน มีพูดขึ้นมาคนเดียวคุณเชื่อหรือ แล้วคนที่พูดมาเพราะอะไร มันมีความชัดเจนในนั้นไม่ยาก ถึงเวลาสืบพยานกันคงสนุก” นายวัฒนา กล่าว

ทางด้านนายนรินทร์พงศ์ ที่ปรึกษากฎหมายนายวัฒนา กล่าวถึงเรื่องหลักทรัพย์ว่าในวันนี้ได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้ทั้งหมด 5 ล้าน เบื้องต้นหากยื่นฟ้อง เราจะยื่นหลักทรัพย์เสรอศาลก่อน 2 ล้านโดยเทียบเคียงจากคดีจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. ที่ นายวัฒนา เคยถูกฟ้องในมาตรา 157 ซึ่งขณะนั้นก็ได้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้าน ส่วนคดีวันนี้ เท่าที่ทราบนายวัฒนา ถูกกล่าวหา 2 ข้อหา ตามมตรา 148 ที่อัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เเละ 157 ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบว่า ศาลจะกำหนดมาตรฐานวงเงินประกันไว้ที่เท่าใด ดังนั้นก็จะยื่นเสนอศาลก่อน 2 ล้านจากจำนวน 5 ล้าน ที่เตรียมไว้ ซึ่งหากศาลจะตีราคาประกันเพิ่มมากกว่า 5 ล้านเหมือนคดีระบายข้าว จีทูจี ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็คงจะต้องพยายาม หาหลักทรัพย์อื่นมาประกอบ