ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงกรณีที่ นายพันธิตร หรือติ๊งค์ มหาเปารยะ อายุ 26 ปี บุตรของภริยานายกรณ์ จาติกวณิช ถูกเจ้าหน้าตำรวจจับกุมและถูกดำเนินคดีในข้อหามีโคเคนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อพนักงานสอบสวนนำไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวโดยตีราคาค่าประกันเป็นเงิน 10,000 บาท ว่า ด้วยมีคนรู้จักคุ้นเคยกันดีมาขอให้ตนให้ความเห็นทางกฎหมายในเรื่องที่นายพันธิตร มหาเปารยะ หรือ ติ๊งค์ ถูกจับกุมในข้อหามีโคเคนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตนจึงขอให้ความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการส่วนตัวในเรื่องนี้ ดังนี้

1.ขณะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายพันธิตร หรือติ๊งค์ มีโคเคนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครองปริมาณ 920 มิลลิกรัม ซึ่งเกินกว่าปริมาณน้ำหนักโคเคนสุทธิ 200 มิลลิกรัม ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ. 2546 ทำให้นายพันธิตรซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ไม่มีมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 เนื่องจากมีโคเคนไว้ในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่กฎกระทรวงกำหนดไว้ แม้จะมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพก็ตาม และจึงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดฐานมีโคเคนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ปริมาณโคเคนที่นายพันธิตรหรือติ๊งค์มีไว้ในครอบครองไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง ที่จะถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เนื่องจากมีปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 100 กรัม

3.กรณีคดีของนางชัชชญา เกวสต้า รามอส หรือ อลิสา อินทุสมิต หรือ ยู่ยี่ ซึ่งมีผู้นำมาพูดเปรียบเทียบกับคดีนี้นั้น นอกจากนางอลิสาหรือยู่ยี่จะกระทำความผิดฐานมีโคเคนน้ำหนัก 251 มิลลิกรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ยังกระทำความผิดฐานนำโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย ซึ่งความผิดฐานนำโคเคนเข้ามาในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้มีอัตราโทษที่สูงมาก คือ จำคุกตั้งแต่ 20 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2 ล้านบาทถึง 5 ล้านบาท ซึ่งในที่สุดแล้วศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนางอลิสาหรือยู่ยี่ 15 ปี ปรับ 1.5 ล้านบาท

4. การกำหนดวงเงินประกันตัวในชั้นศาลจะเป็นเท่าใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยกระทำความผิดฐานใด ซึ่งได้มีการกำหนดวงเงินที่จะเป็นหลักประกันในการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ในบัญชีมาตรฐานกลางหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งกำหนดขึ้นตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เพื่อให้ผู้พิพากษาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานกลางในการกำหนดหลักประกันการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว

5.วงเงินประกันตามบัญชีมาตรฐานกลางหลักประกันดังกล่าวกำหนดไว้ที่ 1 หมื่นบาท สำหรับการกระทำความผิดฐานมีโคเคนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตที่มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 5 กรัม หากมีปริมาณโคเคนตั้งแต่ 5 กรัม แต่ไม่ถึง 20 กรัม วงเงินประกันก็จะเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท เป็นต้น ส่วนความผิดฐานนำโคเคนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จะกำหนดวงเงินประกันไว้สูงกว่ามากโดยกำหนดไว้ที่ 4 แสนบาท กรณีที่ปริมาณโคเคนไม่เกิน 1 กิโลกรัม

ดร.ธนกฤต กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น ถึงแม้ปริมาณโคเคนที่นายพันธิตรหรือติ๊งค์มีไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 920 มิลลิกรัม จะมีมากกว่าของนางอลิสาหรือยู่ยี่ ที่มีโคเคนไว้ในครอบครองจำนวน 251 มิลลิกรัม ก็ตาม แต่วงเงินประกันตัวของนายพันธิตรหรือติ๊งค์จะต่ำกว่า เนื่องจากฐานความผิดที่ทั้ง 2 กระทำลงไปแตกต่างกันดังกล่าวมาแล้ว โดยความผิดที่นายพันธิตรหรือติ๊งค์กระทำลงไปมีอัตราโทษที่ต่ำกว่ามาก จึงทำให้วงเงินประกันตามบัญชีมาตรฐานกลางหลักประกันต่ำกว่าด้วย โดยกรณีของนายนายพันธิตรหรือติ๊งค์ วงเงินประกันตามบัญชีมาตรฐานกลางหลักประกันกำหนดไว้ที่ 1 หมื่นบาท ส่วนของนางอลิสาหรือยู่ยี่ วงเงินประกันกำหนดไว้ที่ 4 แสนบาท

[fb_pe url=”https://www.facebook.com/thanakrit.vorathanatchakul/posts/1663648403731065″ bottom=”30″]