“พล.ต.ท.วัลลภ” ยกข้อกฎหมายโต้ ‘สมาคมทนายความ’ แถลงการณ์กล่าวหา ‘ผบ.ตร.’ กระทำการไม่ชอบด้วย กฎหมายกรณีการแถลงข่าว-รับมอบตัว ‘ผกก.โจ้’ ยัน! ทำถูกต้องตามกระบวนการสอบสวนแล้ว

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วัลลภ ประทุมเมือง อนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และอดีต ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำ ตร. กล่าวถึงกรณี แถลงการณ์ที่สมาคมทนายความได้มีแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชน ว่า การแถลงข่าวการมอบตัวของ ‘ผกก.โจ้’ ฝ่าฝืนกฎหมาย จริงหรือ!!! ว่า ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียก่อนว่า ประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ เป็นเรื่องการสอบสวนในคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดีที่กำลังมีการกล่าวหา ‘ผู้กำกับโจ้’ กับพวก กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าคนตายโดยการทรมานหรือกระทำทรุณโหดร้ายที่เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมอยู่ในขณะนี้ ‘ผู้กำกับโจ้’ กับพวกจะมีความผิดถูกลงโทษหรือไม่ มากน้อยเพียงใด คงต้องปล่อยเป็นไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมซึ่งสุดท้ายอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล
ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา หลายท่านคงได้อ่านแถลงการณ์ที่สมาคมทนายความได้มีแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง ว่า “การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจับกุม ‘ผู้กำกับโจ้’ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ในกรณีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการร่วมกันทำร้ายโดยใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาที่อยู่ในระหว่างการควบคุมจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งสมาคมทนายความเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง”
พล.ต.ท.วัลลภ อนุกรรมการ ก.ตร. กล่าว ผมเองก็ได้อ่านคำแถลงการณ์ดังกล่าว และเฝ้าติดตามดูว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะออกมาชี้แจงหรือตอบโต้สมาคมทนายความอย่างไร ปรากฏว่า เงียบ ไร้เสียงตอบหรือคำชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ด้วยความที่เป็นตำรวจ เคยเป็นพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจนครบาลมาตลอด ระเวลานานกว่า 35 ปี แม้ว่าจะเกษียณมา 3-4 ปีแล้วก็ตาม ผมเห็นว่า คำแถลงการณ์ของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยดังกล่าว สร้างความหวั่นไหวให้กับกระบนการสอบสวนของตำรวจ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นต้นธารของแห่งความยุติธรรมเป็นอย่างมาก เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ เพราะเป็นการกล่าวหา ‘ผบ.ตร.’ หัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งมีอำนาจการสอบสวนทั่วราชอาณาจักรว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมได้ดูคลิปการแถลงข่าวในวันดังกล่าวแล้วนำมาพิจารณาตรวจสอบกับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันว่า ‘ผบ.ตร.’ และคณะฯ ที่จัดให้มีการแถลงข่าวในวันนั้นได้กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายฉบับไหน อย่างไร แต่จากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า ‘ผบ.ตร.’ และคณะฯ ไม่ได้กระทำการในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายดังที่สมาคมทนายความฯ ออกแถลงการณ์แต่อย่างใด

พล.ต.ท.วัลลภ กล่าวต่อว่า ผมจะได้ไล่เรียงลำดับข้อกล่าวหาของสมาคมทนายความ เป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้ (1.) ประเด็นที่กล่าวหาว่า ได้จัดแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ผู้ต้องหาในขณะที่มีการแถลงข่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ตาม ป.วิอาญามาตรา 7/1 ไม่เป็นประโยชน์แก่คดี เป็นการสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ต้องหา และคำสัมภาษณ์ของผู้ต้องหาดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบ กดดันกระบวนการสอบสวนให้เสียความยุติธรรมได้
ประเด็นในเรื่องการแถลงข่าวนั้น เท่าที่ผมได้ตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ไม่พบว่ามีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามมิให้มีการแถลงข่าวกรณีจับกุม ผู้ต้องหาในคดีสำคัญ หรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนแต่อย่างใด
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไว้กว้าง ๆ ในมาตรา 29 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียงและครอบครัว ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจำเลย ไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำผิดมิได้ แต่การแถลงข่าวในครั้งนี้ ‘ผบ.ตร.’ ได้จัดให้แถลงข่าวโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหาออกมาให้ถ่ายภาพในลักษณะของการประจานให้ได้รับความเสียหาย อับอาย แต่อย่างใด แต่ได้ดำเนินการในรูปแบบของการให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์แต่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ยินคำถามคำตอบด้วยตนเอง เมื่อไม่มีกฎหมายฉบับใดบัญญัติ ห้ามการแถลงข่าว หรือห้ามนำตัวผู้ต้องหามาให้สัมภาษณ์แล้ว การแถลงข่าวดังกล่าวจึงย่อมกระทำได้ เพราะเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนที่กำลังติดตามข่าวสาร ว่า ‘ผู้กำกับโจ้’ คือ บุคคลในคลิปที่ปรากฏตาม Social Media ใช่หรือไม่ ‘ผู้กำกับโจ้’ ได้เข้ามอบตัวจริงหรือไม่ มีมูลเหตุจูงใจในการกระทำผิดในครั้งนี้อย่างไร
การนำผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถามจากผู้กระทำผิดโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลางเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในกระบวนการสอบสวนว่า ได้กระทำด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการป้องกันคำครหา ว่า มีการสอบสวนช่วยเหลือเกื้อกูลเพราะเป็นตำรวจด้วยกัน และการแถลงข่าวในครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนมากกว่าที่มีการจับกุมแล้วปกปิดข่าวไว้ไม่ยอมเปิดโอกาสให้มีการสัมภาษณ์หรือซักถาม สอดคล้องกับคำสั่งสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติที่ 405/2550 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2550 ที่ได้วางระเบียบในเรื่องการแถลงข่าว หรือการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนของผู้ต้องหาไว้ว่า ห้ามจัดให้มีการแถลงข่าว หรือจัดให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในความควบคุมแถลงข่าว เว้นแต่พนักงานสอบสวนดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งคดี ฉะนั้นการที่ ‘ผบ.ตร.’ ได้จัดให้มีการแถลงข่าวในครั้งนี้ ภายใต้ความสมัครใจยินยอมของผู้ต้องหา จึง ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งใด ๆ แต่อย่างใด
ส่วนข้อกล่าวหาของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่ว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแก้ตัวของผู้ต้องหา เป็นการชักจูงให้สังคมคล้อยตามผู้ต้องหา อาจจะมีอิทธิพลกกดดันกระแสสังคม ทำให้การดำเนินคดีเสียความยุติธรมได้นั้น ประเด็นนี้ ผมเห็นว่า เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดของสมาคมทนายความเอง เพราะคำสัมภาษณ์ของ ‘ผู้กำกับโจ้’ ที่ตอบคำถามต่อสื่อมวลชนโดยตรงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 นั้น ผมกลับมองว่า เป็นการท้าพิสูจน์ที่แสดงความโปร่งใสของการสอบสวนว่า มิได้มีการตระเตรียมคำถาม-ตอบล่วงหน้ากันมาก่อน บุคคลที่ได้ยินได้ฟังคำถามย่อมมีวิจารณญาณในการรับฟังเหตุผลที่ผู้ต้องหาได้ให้คำตอบ หรือออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะคดีนี้ มีคลิปบันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงที่เกิดขึ้นไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสิ้นสุดการกระทำ ไม่สามารถไปเพิ่มเติมหรือตัดต่อคลิปดังกล่าวให้ผิดไปจากความเป็นจริงได้
หากผู้ต้องหา ชี้แจงขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคลิป หรือให้เหตุผลในการกระทำโดยปราศจากกฎหมายรองรับ จะส่งผลร้ายกับผู้ต้องหาเอง ทำให้คำชี้แจงของผู้ต้องหา ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่ส่งผลกระทบต่อรูปคดีแต่อย่างใด
(2.) ประเด็นที่มีการยินยอมให้ผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ตอบคำถามสื่อมวลชนเป็นการให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1 ประเด็นนี้ ความจริงทางสมาคมทนายความน่าจะดีใจถ้าหากมีการให้สิทธิของผู้ต้องหามากขึ้น เพราะบทบัญญัติของกฎหมายที่ออกมาคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญานั้นส่วนใหญ่เกิดจากการต่อสู้หรือข้อเสนอแนะของทนายความซึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ต้องหาที่เป็นลูกความว่า ถูกจำกัด หรือลิดรอนสิทธิ เมื่อถูกจับกุมหรือถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา จนต้องมีบทบัญญัติกฎหมายออกมาคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือดูแลเมื่อถูกจับกุมตามหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิทธิภาคบังคับที่เจ้าพนักงานจะต้องจัดให้แก่ผู้ต้องหาโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติคุ้มครองผู้ต้องหาไว้อย่างชัดเจนทั้งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาทิ สิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1 เป็นต้น ส่วนสิทธิอื่น ๆ แม้ว่าจะมิได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็ถือเป็นดุลยพินิจของพนักงาน

สอบสวนที่จะอนุญาตได้ หากเห็นว่า เป็นสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชน หากไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและไม่เป็นการเสียความยุติธรรมแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถอนุญาตให้ทำได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืน กฎหมายแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการให้การของผู้ต้องหาในคดีอาญาจะให้การอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ให้การเลยก็ได้
(3.) ประเด็นที่กล่าวหาว่า พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบช.ภ.6) ที่ออกมาแถลงว่า ‘ผกก.โจ้’ ผู้ต้องหาในคดีนี้ ได้โทรมาปรึกษาและนัดหมายให้มารับตัวที่หน้า สภ.แสนสุข จังหวัดชลบุรี ในช่วงบ่ายของวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยมีรถยนต์เก๋งสีขาว นำตัวผู้ต้องหามาส่ง แต่ไม่ได้สังเกตและจดจำทะเบียนรถคันที่มาส่งนั้น อาจเข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดฐานให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาไม่ให้ถูกจับกุมอันอาจเป็นความผิดฐาน สนับสนุนตามมาตรา 86 และ 189 แห่งประมวลกฎหมายอาญาประเด็นนี้ ทางสมาคมทนายความควรจะพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องหาโดยการให้ที่พำนัก หรือปกปิดซ่อนเร้นให้ครบถ้วนทั้งเจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษ
การที่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา หรือผู้กระทำผิดด้วยประการใด จะต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้บุคคลนั้นต้องได้รับโทษหรือเพื่อมิให้ถูกจับกุม ฉะนั้นการที่ พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบช.ภ.6) ให้คำปรึกษาและไปรับตัวพา ‘ผกก.โจ้’ มามอบตัวแก่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อาญามาตรา 86 และ 189 แต่อย่างใด รวมถึงบุคคลผู้ที่ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมาส่ง ‘ผกก.โจ้’ ที่หน้า สภ.แสนสุข สามารถออกมาแสดงตัวและหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันที่ขับมาได้เลย ไม่มีความผิดฐานให้ที่พักพิงโดยการซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนีแต่ประการใด (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 2449/2522 ประกอบด้วย) พล.ต.ท.วัลลภ กล่าวว่า การที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้แสดงความห่วงใยว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้เป็น นายตำรวจระดับผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจ และการกระทำความผิดเกิดขึ้นใน สภ. เมืองนครสวรรค์ ที่ตนเองมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานี โดยมีผู้ร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีเดียวกันหลายคน และได้กระทำความผิดมาแล้วหลายวัน แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและผู้ร่วมกระทำความผิดในทันทีที่เกิดเหตุ ในทางกลับกันกลับมีการปกปิดการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจในสถานีนั้นเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง หากให้พนักงานสอบสวน สภ. เมืองนครสวรรค์เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีย่อมจะเสียความเป็นธรรม จึงควรให้ กองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกรายเพื่อกู้วิกฤตศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป
ข้อห่วงใยประเด็นนี้ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย อย่าได้กังวล เพราะคดีนี้เป็นกรณีที่มีการตายเกิดขึ้นในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 3 ซึ่งหลักกฎหมายในเรื่องการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของบุคคลที่ตายในระหว่างถูกควบคุมของเจ้าพนักงานค่อนข้างเคร่งครัด รัดกุมทั้งในเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุลมิให้มีการช่วยเหลือระหว่างเจ้าพนักงานด้วยกันเอง กล่าวคือ การชันสูตรพลิกศพหาสาหตุการตายจะต้องมีแพทย์ พนักงานอัยการ พนักงานฝ่ายปกครอง และพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ (สภ.เมืองนครสวรรค์) ร่วมกันทำการชันสูตรพลิกศพ การทำสำนวนคดีการชันสูตรพลิกศพจะต้องดำเนินการตาม ป.วิอาญามาตรา 150 วรรค 4 โดยเคร่งครัด กล่าวคือ จะต้องมีพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนชันสูตรพลิกศพกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ตั้งแต่เริ่มต้นการสอบสวนพยานปากแรกไปจนกว่าจะสรุปสำนวนการสอบสวน ต้องเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน 30 วัน และต้องส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อให้ศาลไต่สวนหาสาเหตุการตายที่แท้จริงตลอดจนผู้ที่กระทำให้ตาย คำสั่งของศาลถือเป็นที่สุด นี่เป็นเพียงการทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการตายเบื้องต้นเท่านั้น
“ส่วนการสอบสวนคดีอาญาที่จะต้องสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดนั้น หากผลการไต่สวนของศาลมีคำสั่งออกมาว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการกระทำของ ‘ผกก.โจ้’ กับพวก ตามที่ปรากฎภาพและเสียงตามคลิปผู้รับผิดชอบสำนวนในคดีนี้ คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.) ไม่ใช่หน่วยงานของตำรวจ เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐระดับ 8 ลงมา อำนาจการสอบสวนเป็นของ ป.ป.ท. แม้ว่าทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จะแนะนำให้โอนสำนวนการสอบสวนคดีนี้ให้ กองปราบปราม (บก.ป.) เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดี คงไม่สามารถดำเนินการตามคำแนะนำได้ หรือแม้แต่ไปร่วมทำสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพก็ยังไปร่วมสอบสวนไม่ได้ เพราะไม่ใช่พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ ต้องขอขอบคุณในความหวังดีของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่ออกมาท้วงติงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็อยากให้ทางสมาคมฯ ได้ใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ข้อกฎหมายให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อนที่จะออกมาแถลงการณ์กล่าวหาองค์กรในกระบวนการยุติธรรมด้วยกันให้เสียไมตรีที่มีต่อกัน เพราะอย่างไรเสียทนายความ กับพนักงานสอบสวนก็แยกจากกันไม่ได้ จะต้องทำงานร่วมกันตลอดไป” พล.ต.ท.วัลลภ กล่าว

