วันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติพาโร (Paro International Airport) เมืองพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อเริ่มภารกิจการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการ

โดยมี ดาโช เชริง โตบเกย์ (H.E. Dasho Tshering Tobgay) นายกรัฐมนตรีภูฏาน พร้อมด้วย เลียนโป โซนัม ตาชี (H.E. Lyonpo Sonam Tashi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติภูฏาน ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ และ เลียนโป ดี.เอ็น. ดุงเยล (H.E. Lyonpo D.N. Dhungyel) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภูฏาน ร่วมให้การต้อนรับ
บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีเด็กนักเรียนภูฏานมอบช่อดอกไม้แก่นายกรัฐมนตรีและภริยา จากนั้น ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน พร้อมภริยา ให้การต้อนรับและมอบผ้าคาดาร์ (Khadhar) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งไมตรีจิตและคำอวยพรอันเป็นมงคลแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศจะร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติพาโรไปยังกรุงทิมพู
ภายหลังเดินทางถึงกรุงทิมพู นายกรัฐมนตรีภูฏานจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นการส่วนตัว (Private Lunch) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีภูฏาน (Gyalyong Tshogkhang) เพื่อหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน และหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในสาขาต่างๆ พร้อมทั้งพบปะอาสาสมัครไทยในภูฏาน ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นายกรัฐมนตรีภูฏานเป็นเจ้าภาพเพื่อเ ป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา
การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 8 ปี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ตามคำเชิญของดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานมีเป้าหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข พลังงานทดแทน การเกษตร การค้า และการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

