(30 ต.ค. 69) เวลา 11.00 น. นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ภายใต้แนวคิด “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) จัดโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเน้นการนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการจริงมาวิเคราะห์จุดเสี่ยงในการทำงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และบริการสำคัญที่ควรปรับปรุงให้สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
หัวใจของโครงการคือ “ร่วมกันชี้เป้า แล้วลงมือเปลี่ยน” โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) และแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชน (CAC) นำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการมาช่วยชี้จุดที่ควรเปลี่ยน โดยเน้นไปที่งานอนุมัติ อนุญาต และบริการหลักที่ต้องลดขั้นตอน ลดดุลพินิจ หรือทำให้การติดต่อรัฐง่ายและชัดเจนขึ้น
12 หน่วยงานนำร่องจะเป็นกลุ่มแรกที่ลงมือเปลี่ยนงานให้เห็นผลภายใน 6 เดือน โดยแต่ละแห่งเลือกงานมาออกแบบใหม่ ตั้งแต่ลดเวลา ลดขั้นตอน ไปจนถึงใช้ AI และระบบดิจิทัล เพื่อลดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ เช่น กรมศุลกากร นำดิจิทัลและ AI มาใช้ตรวจสอบอัตราศุลกากรล่วงหน้าและคืนภาษีอากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากร เร่งคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กลุ่มที่ผ่านเกณฑ์ภายใน 5 วัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ 100% และกรมที่ดิน จัดช่องทางเร่งด่วนสำหรับการจำนองกรณีธนาคารเป็นผู้รับจำนอง ขณะที่หน่วยงานนำร่องอื่น ๆ จะเลือกใช้ทั้ง AI ระบบดิจิทัล การกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาที่ชัดเจน (SLA) รวมถึงการทบทวนกฎและลดดุลพินิจให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละงาน
รัฐบาลพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนให้หน่วยงานของรัฐทั้ง 355 แห่งทั่วประเทศปรับปรุงงานสำคัญหรือจุดเสี่ยงของตัวเองให้เห็นผลจริง โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ให้คำปรึกษา สิ่งที่ต้องการเห็นจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงาน 1 งาน ต่อ 1 หน่วยงาน แต่คือบริการภาครัฐที่สะดวก โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ และสะท้อนความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการสร้างระบบราชการที่พร้อมรองรับการพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล

