รายงานพิเศษ (ตอนที่ 4 ) ชี้ UPOV 1991ยังไม่น่าห่วงเท่าต่างชาติเคลมพืชไทย แนะต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสำคัญกว่า

ต้นกะเพรา รายงานพิเศษ UPOV 1991

เวทีเสวนา “ผ่าร่าง พ.ร.บ. พันธุ์พืชใหม่ : UPOV 1991 ปลดล็อกนวัตกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร” ที่จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมีเรื่องราวน่าติดตามในตอนสุดท้าย ครานี้ถึงเวลาของนักปรับปรุงพันธุ์พืชว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร นักวิจัย/ผู้เชี่ยวชาญการปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอแนะว่า จุดแข็งของไทยคือการแบ่งปันผลประโยชน์ และการเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ แต่จุดอ่อนสำคัญคือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในต่างประเทศ ยังทำได้ยากและมีขั้นตอนซับซ้อน พันธุ์พืชไทยเสี่ยงถูกนำไปใช้ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างข้าวไรซ์เบอร์รี หากไม่มีการคุ้มครองสิทธิในประเทศปลายทาง อาจเกิดการนำพันธุ์ไปปลูก และจำหน่ายโดยที่ผู้พัฒนาพันธุ์ไทย ไม่สามารถใช้สิทธิคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การจดทะเบียนในต่างประเทศใช้เวลาและต้นทุน การตรวจสอบพันธุ์พืชตามหลัก DUS ในไทยอาจใช้เวลาประมาณ 4 ปี และหากต้องการคุ้มครองในประเทศอื่น ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับกฎหมาย และกระบวนการของแต่ละประเทศ

สำหรับการพัฒนาพันธุ์พืช ยกตัวอย่างในกรณีของข้าว ไม่ควรหยุดอยู่แค่การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือข้าวเปลือก แต่ควรต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอางค์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากรำข้าว โดยพันธุ์พืชที่มีชื่อเสียงต้องต่อยอดเป็นแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เพราะเมื่อระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชสิ้นสุดลง ผู้ผลิตรายอื่นอาจสามารถนำพันธุ์ไปปลูกได้ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเสนอให้ไทยสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะจากพันธุ์ข้าว ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ การพัฒนาพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รีรุ่นใหม่ ที่ยังคงลักษณะเด่นของพันธุ์เดิม แต่เพิ่มความต้านทานต่อโรค เช่น โรคขอบใบแห้งและโรคไหม้คอรวง รวมถึงการพัฒนาความต้านทานต่อแมลงในอนาคต โดยมองว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการผลิตมากขึ้น

สำหรับประเด็น EDV และสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญการปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า EDV ย่อมาจาก Essentially Derived Variety หมายถึงพันธุ์พืชที่มีลักษณะสำคัญ สืบเนื่องมาจากพันธุ์เริ่มต้น และยังคงลักษณะสำคัญของพันธุ์นั้นไว้ โดยมีความแตกต่างจากพันธุ์เริ่มต้นในบางลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ในตัวอย่างข้าว การพัฒนาพันธุ์ต่อยอดจากไรซ์เบอร์รี อาจช่วยรักษาความต่อเนื่องของตลาดเดิม ขณะเดียวกัน ประเด็น EDV ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ และขอบเขตการใช้พันธุ์เดิม จึงต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ควรสรุปว่าพันธุ์ที่คล้ายกัน จะอยู่ภายใต้สิทธิเดียวกันโดยอัตโนมัติ

ขณะที่ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนา สรุปความเห็นนายกสมาคมชาวนาไทยต่อ UPOV 1991
นายกสมาคมชาวนาไทยระบุว่า สิ่งที่กังวลไม่ใช่การแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยโดยตรง แต่เป็นข้อกำหนดและผลกระทบจากกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่อาจกระทบความสามารถของเกษตรกรในการเก็บ แจกจ่าย หรือนำเมล็ดพันธุ์ไปใช้ต่อ

ฉะนั้นจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอธิบายข้อกำหนดต่างๆ ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และประเมินทั้งผลดี และผลเสียอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจ โดยย้ำว่าหลักสำคัญคือ เกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด และไม่ควรปล่อยให้เกิดข้อจำกัดที่เกษตรกรไม่เข้าใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามได้

ทั้งนี้โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการคุ้มครองพันธุ์พืช แต่คือการเปลี่ยนความได้เปรียบทางพันธุกรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ส่งกลับถึงเกษตรกร ยกตัวอย่าง “ใบข้าวสี” สามารถสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพ เพิ่มรายได้เกษตรกร โดยนวัตกรรมการพัฒนาข้าวที่มีใบสีต่างๆ เช่น สีแดงและสีชมพู เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสกัดสารสำคัญ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง แทนการใช้ข้าวเป็นเพียงสินค้าอาหารหรือวัตถุดิบราคาต่ำ


“ใบข้าวเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพ ใบข้าวมีโปรตีน และสารสำคัญที่สามารถนำไปศึกษา และสกัดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมชีวภาพได้ โดยต้องผ่านกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม ไม่ใช่นำใบข้าวมารับประทานโดยตรง สามารถต่อยอดได้หลายอุตสาหกรรม เช่น วัตถุดิบสำหรับเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยคุณสมบัติและความปลอดภัย ต้องผ่านการวิจัยและตรวจสอบก่อนนำไปใช้จริง”

ทั้งนี้. เราสามารถสร้างรายได้จากพื้นที่เกษตรเดิม โดยให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อเก็บใบเป็นวัตถุดิบ ส่งโรงงานสกัด แทนการพึ่งรายได้จากเมล็ดข้าวเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการคุ้มครองสิทธิและตลาดมีความสำคัญ หากไทยสร้างนวัตกรรมได้ แต่ไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเข้าถึงตลาดปลายทางได้ มูลค่าเพิ่มก็อาจไม่กลับมาถึงเกษตรกรอย่างเต็มที่

ทีมข่าวเกษตร สํานักข่าวไทยแทบลอยด์ รายงาน