ผลดีน้ำท่วมทำให้เห็นใบเสร็จโกงฝีมือ”นักการเมือง-ข้าราชการ”โลภ ดันไทยกลายเป็นถังขยะพิษโลก

ดาวดำ วิพากษ์ข้อเท็จจริง โดย จอมมารน้อย


                             
  ชาวบ้านปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยองและชลบุรี เจอโชคร้ายซ้ำซ้อนอย่างแสนสาหัส ชั้นแรกเจอพิษน้ำท่วมหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านพัง พืชสวน ไร่นา บ่อปลา และปศุสัตว์เสียหายอย่างหนัก แถมหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

               โชคร้ายชั้นที่สอง ต้องผจญกับสภาพแวดล้อมเป็นพิษจากโรงงานกำจัดกากสารพิษและกากอุตสาหกรรมจากโรงงานอุตสาหกรรมมักง่ายหลายแห่ง ทำให้ดำรงค์ชีวิตยากลำบาก

              พวกโรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานกำจัดกากสารพิษชาวบ้านต่างรู้กันทั่วว่าหลายแห่งไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เพียงแต่จ่ายสินบนให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดและกระทรวง รวมนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายกำหนด หรือไม่ต้องสนใจว่าจะกระทบชาวบ้านแค่ไหน เพราะจ่ายสินบนไปเรียบร้อยแล้ว

             นักธุรกิจกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ประเทศจีนห้ามทำธุรกิจกำจัดกากสารพิษแบบมักง่ายในประเทศจึงอพยพเข้าไทย เพราะต่างรู้ช่องทางว่าเพียงแต่จ่ายเงินก้อนโตให้กับนักการเมือง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำธุรกิจได้อย่างสบายแถมมีนักการเมืองและข้าราชการคอยเป็นไม้กันหมาให้อีกต่างหาก

             หากข้าราชการในพื้นที่ต่อต้านจะถูกหัวหน้าหน่วยหมายหัวไว้ กรณีสั่งย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ปราจีนบุรี ไปเก็บกรุที่วิทยาลัยการปกครอง แต่ทนกระแสสังคมไม่ไหว ต้องกลับลำย้ายไปอยู่ อ.ลำสนธิ ลพบุรี เหตุการณ์เด้งเก็บกรุส่วนหนึ่งมาจากขัดขวางทุนจีนมาตั้งโรงงานกำจัดกากสารพิษใน อ.บ้านสร้าง แต่ใช้เหตุน้ำท่วมเป็นข้ออ้าง

          ห้วงเวลานี้ถ้าติดข่าวในพื้นที่ปราจีนบุรี จะพบว่าประชาชนเดือดร้อนไปตามๆกัน เนื่องจากปัญหายังไม่ได้แก้แต่อย่างใด แม้แต่นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ไปรับฟังชาวบ้านร้องเรียนว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งปล่อยสารพิษขอให้แก้ไข นายวราวุธรับปากตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม จนถึงวันนี้(27ต.ค.)โรงงานฯยังไม่ได้แก้ไขแต่อย่างใด

          ถ้าได้ติดตามข้อมูลในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาจะได้เห็นถึงสิทธิพิเศษของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประกอบธุรกิจแบบไม่สนใจความเป็นอยู่ของชาวบ้าน แม้ชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียนไปยังจังหวัดหรือกระทรวง ไร้เสียงขานรับจากรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด 

        จังหวะเกิดน้ำท่วมเกิดดราม่ารถบรรทุกขนขยะพิษ กระจกหน้ารถติดสติ๊กเกอร์ รูปนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติอ้างที่ติดเพราะศรัทธาไม่ใช่ป้องกันด่าน แต่นายชวาล พลเมืองดีอดีต ส.ส.พรรคประชาชนแนะว่าเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ นายสุชาติ ต้องฟ้องดำเนินคดีกับกลุ่มรถบรรทุกที่ติดสติ๊กเกอร์

        ประเด็นดรามานี้หากมองในความเป็นจริง ถ้าขับรถผ่านด่านตรวจเพียงแค่สติ๊กเกอร์รูปรัฐมนตรีติดหราอยู่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ประจำด่านถอดใจที่ไม่ตรวจกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว ดรามานี้จะจบอย่างไรคงต้องติดตาม

        แต่ประเด็นว่าด้วยขยะพิษยังต้องตามแบบเกาะติดเพราะจากข้อมูลของกรมศุลกากรพบว่า ปี 2567 ไทยนำเข้าเศษโลหะ 1.97 ล้านตัน มูลค่ากว่า 59,513 ล้านบาท ปี 2568 นำเข้า 2.67 ล้านต้น เพิ่มขึ้น 35.2% มูลค่ากว่า 72,405 ล้านบาท ปี 2569 นำเข้า 3.18 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 19.4 % มูลค่า 81,175 ล้านตัน รวม 3 ปี 7.82 ล้านต้น มูลค่า 213,094 ล้านบาท ตู้คอนเทนนอร์ จำนวน 391,393 ตู้  

         เมื่อดูตัวเลขและมูลค่าแล้วคงไม่แปลกใจว่าทำไมนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถึงยอมสยบแล้วปล่อยปละละเลยให้ไทยเป็นพื้นที่รองรับขยะพิษ

   ยิ่งมองย้อนถึงผลโพลคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ที่สำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐภายใต้โครงการ”คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น”เมื่อเดือนพฤษภาคม  ก็ไม่แปลกใจ เพราะผลโพลที่ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เก็บอาการไม่อยู่ถึงขั้นบอกว่าที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้นมีสิทธิ์ฟ้องร้อง 

   ตามด้วยอาการไม่ปลื้มหนักของนายสุชาติและนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เพราะผลโพลระบุว่ามีหน่วยงานเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่นและเรียกรับสินบนเฉลี่ยสูงในระดับท็อบเท็น มีกระทรวงทรัพย์ฯอยู่ถึง 3 กรม โดยกรมควบคุมมลพิษอยู่อันดับ 1 เฉลี่ยจ่ายสินบน 102,160 บาท/ครั้ง  ทั้งสองถึงขั้นจี้ให้กกร.ชี้แจงข้อเท็จภายใน 7 วันพร้อมขู่ฟ้อง

  ดังนั้นเมื่อมองบริบทผสมผสานกับผลโพลของ กกร.คงไม่แปลกใจว่าทำไมประเทศไทยถึงกลายเป็นถังขยะพิษของโลก !!!

จอมมารน้อย