“วราวุธ” เร่ง SME รับมือ ESG ก่อนหลุดตลาด ชู “Thailand SD SME Awards 2026” ทางลัดติดอาวุธธุรกิจยั่งยืน ฟรี!

วราวุธ ซิลปอาชา

ที่ทำเนียบรัฐบาล, 22 กันยายน 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จาก “ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล” (ESG ) ที่กำลังกลายเป็นทั้งมาตรฐานทางธุรกิจและเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน โดยเฉพาะมาตรการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 ขณะที่ข้อกำหนดทางการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ทำให้ ESG ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

หากเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ทัน อาจกระทบโอกาสส่งออก การเปิดตลาดใหม่ และการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเสี่ยงถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้ารายใหญ่ ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินธุรกิจอาจเพิ่มขึ้นจากการต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ “ดังนั้น เอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐาน ESG เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”  รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

จุดท้าทายของเอสเอ็มอี คือการเข้าถึงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีต้นทุนและอาจเป็นภาระสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อมมากกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมอบนโยบายให้หน่วยงานในกำกับเร่งสร้างกลไกสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวและนำมาตรฐาน ESG มาใช้ได้จริง

นายวราวุธ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ดำเนินโครงการ “Thailand SD SME Awards 2026” ร่วมกับสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชนกว่า 15 แห่ง นายวราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงค้นหาเอสเอ็มอีที่มีผลงานด้านความยั่งยืนโดดเด่นเพื่อมอบรางวัล แต่ต้องการทำหน้าที่เป็นทางลัดให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น โดยมีทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สนับสนุนตลอดกระบวนการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย “จึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาใช้โครงการนี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ปรับตัว และเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ก่อนที่มาตรฐานด้านความยั่งยืนจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันมากไปกว่านี้”

โครงการเปิดรับเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล รวมถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.Efficiency Leader ธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร  2.Green Pioneer ธุรกิจที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.Adaptive Champion ธุรกิจที่มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติ วิกฤต และเหตุการณ์ไม่คาดคิด และ 4.Impact Maker ธุรกิจที่สร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกรายจะได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจสู่มาตรฐานความยั่งยืน การเชื่อมโยงเข้าสู่รายชื่อธุรกิจที่มีความยั่งยืนสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทขนาดใหญ่และภาครัฐ ตลอดจนโอกาสเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ค้ารายใหญ่ และเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจสีเขียวอัตราดอกเบี้ยพิเศษจาก SME D Bank

นอกจากนี้ CBiS นำโดยนายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการ CBiS จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเอสเอ็มอีกับมาตรฐาน ESG โดยรอบแรกจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติและเข้ารับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 300 ราย ก่อนคัดเหลือ 16 ราย หรือด้านละ 4 ราย เข้าสู่การพัฒนาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ และคัดเลือกสุดยอด 4 ราย เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้นแบบด้านความยั่งยืน เพื่อรับรางวัล Thailand SD SME Awards 2026 ในช่วงต้นปี 2570

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ SME D Bank หรือ LINE Official Account: SME Development Bank สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ส่วนพัฒนาความยั่งยืน SME D Bank โทร. 062-368-3183, 092-760-9177 หรือ Call Center 1357