‘วันนอร์’ กางกรอบ 8 ประการดับไฟใต้ ยันนายกฯ ไม่ละเลย พร้อมปรับยุทธศาสตร์ 22 ปีสู่สันติสุขยั่งยืน

‘วันนอร์’ ยัน นายกฯ ไม่ละเลยปัญหาชายแเดนใต้ แจงแทนเหตุไม่ลงพื้นที่ไม่ใช่กลัว แต่ให้ข้าราชการทำงานเต็มที่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตอบชี้แจงการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฏร ต่อปัญหาจังหวัดชานแดนภาคใต้ว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลงานด้านการพัฒนาและความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้เข้าร่วมรับฟังการอภิปรายของผู้เสนอญัตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ ตลอดจนสมาชิกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพปัญหาในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และรัฐบาลจะนำประเด็นที่ได้รับฟังไปประกอบการแก้ไขปัญหาต่อไป อย่างไรก็ดี การอภิปรายครั้งนี้มีลักษณะสำคัญคือมิได้แบ่งแยกความเห็นตามฝ่ายการเมือง แต่ทุกฝ่ายต่างมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยไม่ควรมุ่งพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก หากควรร่วมกันพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสันติสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาประมาณ 22 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สงบและสร้างสันติสุขในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ระยะเวลาดังกล่าวยาวนานเพียงพอที่จะสะท้อนว่าไม่ควรยึดติดกับวิธีดำเนินงานแบบเดิมหากจำเป็นต้องนำบทเรียนจากช่วงเวลาที่ผ่านมาใช้เป็นฐานในการปรับยุทธศาสตร์และวิธีการทำงานใหม่ สถานการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียแก่ทั้งเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ผู้เห็นต่างและประชาชน โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน และผู้บาดเจ็บกว่า 10,000 คน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก จึงถึงเวลาที่จะต้องปรับรูปแบบการบริหารจัดการปัญหาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนเหตุที่ยังคงมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นนั้น

เนื่องจากปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายปัจจัย ทั้ งมิติทางประวัติศาสตร์ ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความไว้วางใจ ผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม ปัญหายาเสพติด และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน จึงจำเป็นต้องนำบทเรียนและปัจจัยเหล่านี้มาประกอบการแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน

สำหรับข้อสังเกตว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ น้อยเกินไปนั้น ขอชี้แจงว่า แม้นโยบายที่แถลงต่อสภาจะกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างกระชับแต่รัฐบาลได้ยึดแนวพระบรมราโชวาทเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” เป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา

และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ได้กำหนดกรอบนโยบายการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจนจำนวน 8 ประการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ประกอบด้วย

กรอบประการแรก คือ การรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนา เพราะหากพื้นที่ไม่มีความปลอดภัย ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และโอกาสในการมีงานทำของประชาชน

ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องร่วมกันให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัย โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนในพื้นที่

กรอบประการที่สอง คือ การยกระดับงานด้านการข่าวให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนกรอบประการที่สาม กำหนดให้การปฏิบัติงานของทุกฝ่ายต้องยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ขณะที่กรอบประการที่สี่ คือ การปราบปรามและตัดวงจรยาเสพติดทั้งในส่วนของผู้เสพและผู้ค้า โดยรัฐบาลกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ภายใน 90 วัน เนื่องจากมองว่าปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวพันกับปัญหาอื่นในพื้นที่

กรอบประการที่ห้า คือ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การค้าของเถื่อน และการลักลอบค้าน้ำมัน ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไป

ส่วนกรอบประการที่หก คือ การนำความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และประเพณีมาใช้เป็นพลังในการสร้างความปรองดองและการพัฒนา แทนการมองความแตกต่างเป็นเงื่อนไขของความแตกแยก

สำหรับกรอบประการที่เจ็ด คือ การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา และอีกประเด็นสำคัญคือการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่รวมถึงด้านการศึกษา ฝ่ายท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ด้วย

นายวันมูหะมัดนอร์ ขอยืนยันว่านายกรัฐมนตรีมิได้ละเลยการติดตามสถานการณ์ โดยในช่วงที่บริหารราชการได้เดินทางและติดตามงานที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง ทั้งการลงพื้นที่ การประชุมร่วมกับหน่วยงานและการพิจารณาความเหมาะสมของสถานที่จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร สำหรับกรณีที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงเลือกจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลาแทนการเดินทางเข้าไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เดิมมีความประสงค์จะปรับเปลี่ยนสถานที่ แต่แผนการประชุมที่จังหวัดสงขลาได้เตรียมการไว้เป็นเวลาหลายเดือน ประกอบกับขณะนั้นเพิ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จำนวนมาก หากนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางเข้าพื้นที่ จะต้องใช้กำลังฝ่ายความมั่นคงจำนวนหนึ่งมาดูแลคณะเดินทาง ซึ่งอาจกระทบต่อการดูแลประชาชน จึงเห็นว่าความปลอดภัยและการดูแลประชาชนควรได้รับความสำคัญเหนือภารกิจของคณะรัฐมนตรี และการตัดสินใจดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความกล้าหรือความหวาดกลัว

ในประเด็นความร่วมมือกับต่างประเทศ แม้ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องรับผิดชอบและดำเนินการแก้ไข แต่ประเทศสมาชิกอาเซียนโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านยังมีความสำคัญต่อความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทยทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งยังมีคนไทย
เดินทางไปทำงานในมาเลเซียเกือบ 200,000 คน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคง ขณะเดียวกัน มาเลเซียยังมีบทบาทในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย ซึ่งการดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้านอาจเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านกฎหมายและความไว้วางใจของบุคคลบางฝ่ายที่จำเป็นต้องเข้าร่วมการพูดคุย ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศมิได้หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายใน แต่เป็นการทำงานร่วมกันในประเด็นที่มีผลประโยชน์และความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งด้านประมง ยางพารา การศึกษา เศรษฐกิจ และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศไทยเองก็จำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะเดียวกัน นอกจากการกำหนดกรอบนโยบายแล้ว

ปัจจุบันรัฐบาลยังได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรวมถึงผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ บุคลากรผู้รับผิดชอบ และแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวเพิ่งประชุมไปสองครั้ง และอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางดำเนินงาน ตลอดจนเตรียมกระบวนการหารือ เชิงปฏิบัติการเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป