“รังสิมันต์” จี้รัฐบาลเร่งจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์จริงจัง หลังมีชื่อ “วรภัค” โผล่หนังสือ กมธ.สหรัฐฯ

“รังสิมันต์” จี้รัฐบาลเร่งจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์จริงจัง หลังมีชื่อ “วรภัค” โผล่หนังสือ กมธ.สหรัฐฯ ชี้กระทบความน่าเชื่อถือไทย ถาม “อนุทิน” เกรงใจอะไร ทำไมไม่จัดการให้จบ

วันนี้ (17 ก.ย. 69) นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 28 คน และ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรายชื่อของเบน สมิธ, ยิม เลียก และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายรังสิมันต์ ระบุว่า เรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย เพราะการที่นายวรภัคถูกกล่าวหาร้ายแรงขนาดนี้ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ เพราะตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยในสภาฯ จนถึงวันนี้ ยังมีคำถามว่านายวรภัคถูกดำเนินการตามกฎหมายอะไรบ้าง และถ้าหากไม่มีการดำเนินการเลย เป็นเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสายที่อยู่ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครองหรือไม่ โดยเชื่อว่าแค่นายวรภัคลาออกไปก็คงไม่จบ

เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่มุมมองของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย แต่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลกที่มองเราว่า ตกลงแล้วประเทศไทยมีความสำคัญอะไรบางอย่างกับปัญหาสแกมเมอร์ที่กำลังส่งผลร้ายแรงไปทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร BIC ซึ่งมีคนไทยหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้อง บางคนเป็นอดีตจเรตำรวจ ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนหน้าก็ไปร่วมงานกับนายอนุทินในงานสำคัญงานหนึ่ง จึงกลายเป็นคำถามว่าประเทศไทยจะจัดการปัญหาฟอกเงินและสแกมเมอร์อย่างไรที่ส่งผลร้ายแรงเป็นระบบ เรื่องนี้มีชนชั้นนำ (อีลีต) และนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องหลายคน แต่จนถึงวันนี้คดีต่าง ๆ ยังเงียบหาย ทำแค่ยึดทรัพย์ บางรายออกหมายจับ พูดตรง ๆ คือยังไม่น่าพอใจ เราต้องสาวไส้ให้หมด ซึ่งเรายังไม่เห็นความคืบหน้าระดับนั้น

นายรังสิมันต์ ยกตัวอย่างนายฮุน โต หลานชายของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เราก็เคยพยายามทวงถามว่าทำไมไม่มีการออกหมายจับ เป็นเพราะเกรงใจฮุน เซน หรือไม่ ทั้งที่ฮุน โต เป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การจัดการเรื่องนี้ยังล่าช้าเพราะผู้มีอำนาจไม่รู้เกรงใจหรือกลัวอะไร ถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกวาดล้างเรื่องนี้ให้หมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลและประเทศไทย ดังนั้น ต้องถามนายอนุทินว่าเกรงใจอะไรนักหนา ถึงไม่จัดการให้จบสิ้นเสียที

เมื่อถามว่าการที่สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาให้ไทยสืบสวน หากเราทำไม่ได้ตามกำหนดจะส่งผลอย่างไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว เวลา 180 วัน ไม่ใช่ระยะเวลาของสหรัฐฯ แต่เป็นเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย คำถามคือรัฐบาลน่าจะรู้ดีที่สุด มีคนการเมืองจำนวนมาก มีคอนเนกชัน มีบริษัทใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมัน หากเราไม่ทำอะไรเลยแล้วให้รัฐบาลอื่นขยับ จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราหลายอย่าง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจสุจริตก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของนายวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อย่างน้อยการยึดและอายัดเพื่อนำมาตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอนเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ เราไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม

ทั้งนี้ นายวรภัคก็เคยเป็นคณะทำงานที่ต้องเข้ามาทำงานในเรื่องการปราบปรามด้านนี้ ซึ่งรัฐบาลนี้ชอบใช้โจรจับโจร ใช้โจรจับคดีตัวเอง จนทำให้เกิดข้อครหา จึงต้องเร่งสะสางเรื่องนี้ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ควรที่จะกลับมาเอาจริงเอาจังได้แล้ว