วันที่ 17 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ เดินหน้าปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเด็ดขาด โดยมี นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง เป็นประธานคณะทำงาน และ พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิทอง เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ ย้ำต้อง “เอาจริง” ใช้กฎหมายเป็นยาแรง ดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกำชับหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัด หากพบการกระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมฝาก ทสจ. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่า ทส. เอาจริง ไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างภาพ แต่พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อม
นายสุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันพบโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง ประเภท 105, 106, 60 และอื่น ๆ จำนวนมาก กระจุกตัวในชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ขณะที่พบจุดลักลอบทิ้งของเสีย 61 แห่ง ได้แก่ ชลบุรี 20 แห่ง ปราจีนบุรี 18 แห่ง สระแก้ว 11 แห่ง ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง และระยอง 3 แห่ง จึงต้องเร่งตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดให้ถึงต้นทาง ไม่ปล่อยให้การดำเนินคดีหยุดอยู่เพียงผู้รับจ้างขนส่งหรือผู้ลักลอบทิ้ง ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ กำหนดแผนเชิงรุก 6 ขั้นตอน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ เตรียมการ ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก สรุปผล ดำเนินคดี และติดตามการฟื้นฟู โดยเน้นตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมใช้กระบวนการสืบสวนย้อนกลับ (Traceback) จากจุดลักลอบทิ้งในชลบุรีและปราจีนบุรี เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการขนส่งและเชื่อมโยงกลับไปยังโรงงานต้นทาง รวมทั้งเตรียมบูรณาการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขยายผลขบวนการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยมีกลุ่มโรงงานเป้าหมายในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว
นายสุชาติ กล่าวว่า ได้กำชับให้จัดหนักการดำเนินคดีทางแพ่ง เนื่องจากเห็นว่าบทลงโทษปัจจุบันยังเบาเกินไป พร้อมพิจารณามาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินในกรณีที่กฎหมายรองรับ เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อความเสียหายตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้สำหรับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ในอนาคต นายสุชาติเสนอให้พัฒนาระบบอนุญาตนำเข้าและตรวจสอบสิ่งเจือปนอย่างชัดเจน หากอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จึงดำเนินการต่อ แต่ยืนยันว่าสิ่งเจือปนทุกส่วนต้องถูกกำจัดและจัดการอย่างถูกวิธีต้อง และหากเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องส่งกลับประเทศต้นทาง โดยจะหารือรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเทียบเคียงกีบกฎหมายและมาตรฐานของแต่ละประเทศด้วย
ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ จะประชุมติดตามผลทุกเดือน และรายงานต่อรัฐมนตรีฯ ตลอด เพื่อให้การปราบปรามเกิดผลเป็นรูปธรรม ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายได้ทุกช่องทาง ได้แก่ สายด่วน คพ. 1650 Traffy Fondue เว็บไซต์/เฟซบุ๊ก คพ. หรือ จดหมาย

