คำถามคือ คดีส่ง ป.ป.ช.ตามระบบ หลังไม่พบหลักฐานพอเดินต่อ ตั้งข้อสังเกตุ ข่าวโผล่ช่วง “แต่งตั้งโยกย้าย” ลั่นถูกกล่าวหาไร้มูลพร้อมใช้กฎหมายตอบโต้

ผ่านมากว่า 4 ปี แต่ชื่อของ “แตงโม–ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์” ยังไม่เคยหายไปจากหน้าข่าวอย่างแท้จริง ล่าสุดคดีที่หลายคนคิดว่ากำลังจะสงบ กลับร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โดยคณะพนักงานสืบสวนที่ 20/2568 รวบรวมข้อมูลกรณีการเสียชีวิตของแตงโมเสร็จสิ้นแล้ว มีเอกสารจำนวนมากถึง 45 แฟ้ม กว่า 13,000 แผ่น และเตรียมส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช.
ข่าวดังกล่าวถูกเชื่อมโยงไปถึงข้อสงสัยว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลหลายรายเกี่ยวข้องกับการ “บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม” เพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นไม่ให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง
ฟังเพียงเท่านี้ ย่อมสะเทือนไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเดิมที่เคยทำคดีแตงโมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เรื่องนี้มี “อีกด้าน” ที่ต้องฟังเช่นกัน แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวนคดีแตงโมออกมาโต้ว่า ต้องแยกคำว่า “สืบสวน” กับ “สอบสวน” ออกจากกันให้ชัด เพราะในมุมของแหล่งข่าว การดำเนินการของ DSI ครั้งนี้ยังอยู่เพียงชั้นรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา และยังไม่มีการระบุตัวผู้กระทำผิด
ที่สำคัญ แหล่งข่าวระบุว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI มีคำสั่งยุติเรื่องตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นี่คือจุดสำคัญของเรื่อง!
เพราะหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่แหล่งข่าวฝ่ายตำรวจระบุ ก็หมายความว่า DSI ยุติการดำเนินการในชั้นสืบสวน โดยไม่ได้เปิดการสอบสวนเป็นคดีพิเศษต่อ
ดังนั้น การส่งข้อมูลหรือหนังสือไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ในมุมของฝ่ายตำรวจ จึงไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่า DSI ได้ “ฟันธง” แล้วว่ามีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด
คำถามสำคัญ—“ใครฆ่าแตงโม?”นี่คือประเด็นที่ชุดทำคดีเดิมหยิบขึ้นมาตั้งคำถามกลับอย่างหนัก หากจะกล่าวหาว่ามีบุคคลบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วย “ผู้กระทำผิด” ให้พ้นจากการลงโทษ ก็ต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่า ความผิดต้นทางคืออะไร ใครเป็นผู้กระทำ และใครคือบุคคลที่ถูกช่วยเหลือ
ซึ่งตำรวจชุดสืบสวนยืนยันว่า จากข้อมูลที่รับทราบ DSI ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าแตงโมถูกฆาตกรรม ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ฆ่า ใช้วิธีใด และยังไม่มีผู้ใดถูกกล่าวหาในฐานะผู้กระทำความผิดฐานฆาตกรรม
จึงเกิดคำถามตามมาว่า หาก “ความผิดต้นทาง” ยังไม่ถูกชี้ชัด การกล่าวถึงบุคคลจำนวนมากว่าอาจเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ต้องมีพยานหลักฐานถึงระดับใด
นี่เป็นเรื่องที่ DSI ควรอธิบายต่อสาธารณะให้ชัด 45 แฟ้ม 13,000 แผ่น “มาก” ไม่ได้แปลว่า “ฟันธง”จำนวนเอกสารมหาศาลย่อมสะท้อนว่ามีการรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก แต่ในกระบวนการยุติธรรม ปริมาณเอกสารกับน้ำหนักของพยานหลักฐานเป็นคนละเรื่องกัน
ทีมสืบสวนทำคดีเดิมระบุว่า เอกสารส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลและพยานหลักฐานจากกระบวนการเดิม รวมถึงข้อมูลที่ผ่านการพิจารณาในชั้นศาล ก่อนถูกนำมาวิเคราะห์และจัดทำความเห็นเพิ่มเติม
ซึ่งทางฝ่ายตำรวจจึงมองว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเห็นจากการสืบสวน” กับ “พยานหลักฐานในสำนวนสอบสวน”เพราะคดีเดิมของตำรวจผ่านทั้งการสืบสวน การสอบสวน การสอบปากคำพยาน การรวบรวมหลักฐาน และเข้าสู่กระบวนการศาลมาแล้ว ขณะที่การดำเนินการของ DSI ตามคำกล่าวของแหล่งข่าว ยังไม่เข้าสู่การสอบสวนเป็นคดีพิเศษ
แล้วทำไมข่าวกลับมาร้อนตอน “ฤดูโยกย้าย”?ตรงนี้เป็นอีกประเด็นที่ทำให้ฝ่ายตำรวจตั้งข้อสังเกต
ที่สำคัญ..หาก DSI มีคำสั่งยุติเรื่องตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม เหตุใดรายละเอียดที่มีลักษณะกระทบต่อเจ้าหน้าที่ชุดทำคดีจึงกลับมาเป็นข่าวในช่วงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเข้าสู่ฤดูกาล แต่งตั้งโยกย้าย
ถึงขั้นตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีบุคคลบางกลุ่มนำประเด็นจากการสืบสวนของ DSI มาใช้สร้างความเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “รับงาน” “ดิสเครดิต” หรือมีบุคคลอยู่เบื้องหลัง ยังเป็นเพียงข้อสงสัยและคำกล่าวอ้างจากฝ่ายที่ออกมาโต้ ไม่ควรถูกนำไปสรุปเป็นข้อเท็จจริงจนกว่าจะมีหลักฐานพิสูจน์
แต่ฝ่ายตำรวจส่งสัญญาณชัดว่า หากตรวจพบว่ามีผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ กล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐาน หรือมีการดำเนินการเป็นขบวนการเพื่อช่วยเหลือบุคคลใดให้หลุดพ้นจากความรับผิด ก็พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย
DSI ต้องพูดให้ชัด เรื่องนี้จึงไม่ควรจบด้วย “ข่าวจากแหล่งข่าว” ฝ่ายหนึ่งชนกับ “ข่าวจากแหล่งข่าว” อีกฝ่ายหนึ่ง เพราะคดีแตงโมเป็นคดีที่สังคมจับตามองมานาน และทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ออกมา ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
สิ่งที่ DSI ควรตอบให้ชัดมีไม่กี่เรื่อง
(1)การดำเนินการตามสำนวนสืบสวนที่ 20/2568 ยุติแล้วจริงหรือไม่ และยุติเมื่อใด
(2)มีการรับเป็นคดีพิเศษหรือเข้าสู่ “ชั้นสอบสวน” แล้วหรือยัง
(3)มีการกล่าวหาหรือพบพยานหลักฐานถึงขั้นระบุตัวเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใดว่ากระทำผิดหรือไม่และ (4.)การส่งเรื่องไป ป.ป.ช. มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เป็นการส่งเพื่อดำเนินคดี หรือเป็นเพียงการส่งข้อมูลตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนราชการ
”ต้องตอบ 4 ข้อนี้ให้ชัด“ เรื่องที่กำลังถกเถียงกันแทบทั้งหมดก็จะกระจ่าง
เพราะท้ายที่สุด “ความจริงในคดีอาญา” ไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนแฟ้ม ไม่ได้ตัดสินด้วยกระแสข่าว และไม่ได้ตัดสินด้วยว่าใครพูดดังกว่าใครมันตัดสินกันด้วย พยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ตามกฎหมาย
คดีแตงโมผ่านกระแสสังคมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากมีหลักฐานใหม่—ก็ต้องเปิดให้เห็นและดำเนินคดีหากพบเจ้าหน้าที่บิดเบือนคดี—ก็ต้องเอาผิดโดยไม่ละเว้น
แต่หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ—ก็ต้องกล้าบอกประชาชนตรงๆ ว่า “ไม่พบ”เช่นเดียวกัน หากมีใครนำคดีที่คนทั้งประเทศสนใจมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายชื่อเสียงบุคคลอื่น ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองกล่าวหาเพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ควรเป็นอาวุธของฝ่ายใด และชื่อของ “แตงโม” ก็ไม่ควรถูกลากกลับมาเป็นเชื้อไฟทุกครั้งที่มีใครต้องการจุดประเด็นทางสังคม
เรื่องนี้จึงยังไม่ใช่คำถามว่า “ใครชนะระหว่าง DSI กับตำรวจ”แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า—“ข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน…และใครพร้อมเอาพยานหลักฐานมาวางบนโต๊ะ?”




