“พงศกร-ทนายไพศาล” ยื่น ป.ป.ช. จี้เปิดทางกันพยาน สาวเส้นเงินคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เผยข้อมูลจากภาคใต้-อีสาน มีเหตุอันควรเชื่อมโยงถึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่ผู้ให้ข้อมูลยังไม่กล้าเปิดปาก หวั่นถูกดำเนินคดี
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาออกมาตรการคุ้มครองและกันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นไว้เป็นพยาน เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีข้อมูลสำคัญสามารถให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่การขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ โดยมี นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับหนังสือ
ภายหลังการยื่นหนังสือ นายไพศาล กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย เพราะปัญหาการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงการเมือง แต่กำลังลุกลามไปถึงกระบวนการสอบเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น หากประเทศไทยมีทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการทุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบประเทศในภาพรวม
“เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ผมทบทวนมาหมดแล้วว่าวันนี้ผมพร้อมจะร่วมมือกับ ป.ป.ช. เอามาให้ได้เอาคนผิดมาให้ได้ อย่าตัดตอนแบบว่าเอาตัวเล็กตัวน้อย ปลาซิวกับสร้อย ถ้าขบวนการไม่จบ รอบนี้มีประมาณ 6,000 สมมุติว่าคนละ 600,000 ตัวเงินมัน 3,000กว่าล้าน แล้วถามว่าก่อนรอบนีเมีก่อนหน้านั้นอีกกี่รอบแล้ว คือคำถามมันไม่อยู่ที่จำนวนเงินหรอก เพราะการซื้ออยู่อย่างนีเมันหวังประโยชน์เงินทองอยู่แล้ว แต่บุคคลเหล่าเนี้ยที่เป็นข้าราชการไปแล้วเขาอยากสอบมาดี ๆ ตามขั้นตอนดี ๆ แต่ระบบราชการมันกลายเป็นแบบว่ามีซื้อมีอะไรอย่างงี้ มีการโกง มีทุจริต มีการซื้อกัน ได้ฝากกันได้อย่างนี้ ระบบราชการเราเละเทะหมดเลย”
นายไพศาล กล่าวอีกว่า ป.ป.ช. จำเป็นต้องแสดงความชัดเจนว่า จะนำอำนาจตามมาตรา 131 และมาตรา 135 มาใช้คุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ถึงเส้นทางการเงิน ผู้รับเงิน ผู้สั่งการ และผู้บงการ เพราะบุคคลเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้
นายไพศาล ยังกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาเล็ก เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และมีรายงานถึงกรณีผู้ฆ่าตัวตายจากความเครียดและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ระบบราชการจำนวนหนึ่งอาจต้องการสอบอย่างสุจริต แต่เมื่อระบบเปิดช่องให้มีการซื้อขายตำแหน่งหรือคะแนน พวกเขากลับต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการดังกล่าว และเมื่อถูกตรวจสอบหรือไม่ได้รับตำแหน่ง ก็ต้องสูญเสียทั้งเงินและอนาคต
“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลย ทั้งชีวิตเขาจะต้องทุจริต เพราะว่าชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะเจอขบวนการนี้ล็อกไว้ แล้วก็ต้องถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ แล้วคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น บเป็นคนที่ใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์เราไม่ยอมเรื่องนี้แน่นอน” นายพรชัย กล่าว
นายไพศาล ย้ำว่า ความเสียหายจึงไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหลายพันล้านบาทเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายต่อระบบประเทศ เพราะหากบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งราชการผ่านการทุจริตได้รับการบรรจุและมีอำนาจดูแลงบประมาณของประชาชน ย่อมอาจส่งผลต่อการบริหารราชการและการใช้งบประมาณในระยะยาว
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยจ่ายเงิน ผู้ที่ถูกหลอก ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการ หรือผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริต ไม่ต้องหวาดกลัวที่จะออกมาให้ข้อมูล สามารถส่งข้อมูลผ่านเพจทนายไพศาลช่วยด้วย และตนพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป แม้กระแสสังคมหรือกระบวนการจะเงียบลงก็ตาม
ด้านนายพรชัย กล่าวว่า กระบวนการทุจริตลักษณะนี้มีความร้ายแรง เพราะเป็นการปิดกั้นคนที่ต้องการเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสุจริต ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้คนที่ยอมจ่ายเงินหรือมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจสามารถเข้าสู่ระบบได้
นายพรชัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลและเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ มีการกล่าวถึงกลุ่มนายหน้าที่ทำหน้าที่ขายโควตาการสอบ โดยอ้างว่ามีโควตาจากผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการ เช่น อธิบดี หรือบุคคลที่มีอำนาจ รวมถึงนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีหลักฐานมาสนับสนุน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ต้องเรียนตามตรงว่าวันนี้ไม่ได้มีแค่กระทรวงมหาดไทย เท่าที่เราได้รับข้อมูลมามีหลายที่อย่างเช่นรัฐวิสาหกิจที่ควบคุมโดยหน่วยงานรัฐก็เริ่มมีการร้องเรียนว่ามีกระบวนการที่ต้องจ่ายเงินมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีและที่จะทำการแก้ไขคะแนน” นายพงศกรกล่าว
นายพรชัย กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีข้อมูลร้องเรียนไปถึงรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่อาจมีการจ่ายเงินเพื่อแก้ไขคะแนนมานานกว่า 5 ปี โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ร้องเรียนจนกว่า ป.ป.ช. จะมีมาตรการคุ้มครองพยานที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับผู้ได้รับผลกระทบจากการทุจริตสอบในทุกหน่วยงานให้เข้ามาร้องเรียน เพื่อร่วมผลักดันความเป็นธรรม และแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทางของระบบราชการ
นายไพศาล กล่าวเพิ่มเติมถึงผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการภายหลังพบปัญหาการทุจริตว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจจะเข้าสู่ระบบราชการ เพราะต้องการความมั่นคงและสวัสดิการในอนาคต แต่เมื่อถูกปลดหรือเพิกถอนการบรรจุแล้ว ย่อมติดประวัติและมีข้อจำกัดในการสมัครงานในอนาคต ขณะที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ที่เป็นตัวการสำคัญของขบวนการอาจไม่ได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน
นายไพศาล ระบุว่า หากผู้ที่ถูกใช้เป็นตัวกลางหรือผู้ที่ถูกดึงเข้าไปในกระบวนการต้องรับผิดทั้งหมด ขณะที่ผู้สั่งการและผู้บงการตัวจริงไม่ถูกดำเนินการ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พร้อมย้ำว่าปัญหานี้อาจเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก โดยตัวเลขประมาณ 5,900-6,000 คนเป็นเพียงกรณีหนึ่งรอบ และยังไม่รวมกระบวนการในรอบก่อนหน้านี้ จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง
ด้านนายพงศกร กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในอดีตมักถูกพูดถึงในลักษณะที่นักการเมืองทุจริตและแต่งตั้งข้าราชการที่ทุจริตเข้ามา ก่อนที่จะใช้ระบบราชการและงบประมาณของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้รุนแรงกว่านั้น เพราะกระบวนการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ระบบราชการ
จากข้อมูลที่ได้รับ พบว่ามีผู้ร้องเรียนบางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ตกลงกันไว้ บุคคลเหล่านี้บางส่วนอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการสอบที่กำลังเป็นข่าวจำนวนประมาณ 5,900 คน และยังมีอีกหลายคนที่ต้องการร้องเรียน แต่กังวลว่าตัวเองอาจถูกดำเนินคดี เนื่องจากเคยจ่ายเงินเข้าไปในกระบวนการ
หากพิจารณากระบวนการทั้งหมด จะไม่ได้มีเพียงผู้จ่ายเงินและนายหน้าเท่านั้น แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ ผู้ที่จ่ายเงินเพื่อให้มีการแก้ไขคะแนน นายหน้าที่นำโควตามาขาย ผู้ที่ทำหน้าที่แก้ไขข้อสอบหรือคะแนน และระดับสุดท้ายคือกลุ่มนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือสนับสนุนกระบวนการ
นายพงศกร ย้ำว่า การตรวจสอบจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงผู้ที่จ่ายเงินหรือผู้ที่ลงมือแก้ไขคะแนน แต่ควรขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่ในระดับบนของขบวนการด้วย เพราะเชื่อว่าบุคคลระดับดังกล่าวอาจมีส่วนสำคัญในการทำให้กระบวนการสามารถดำเนินต่อเนื่องมาได้
นายพงศกร ยังเปิดเผยว่า ข้อมูลร้องเรียนที่ได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกระบวนการสอบท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานอื่น รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีการร้องเรียนว่ามีกระบวนการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการแก้ไขคะแนนหรือการเข้าสู่ระบบมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี
พรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูล จนกว่า ป.ป.ช. จะมีมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนในการคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ในฐานะพยาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่นำข้อมูลสำคัญมาเปิดเผยจะไม่ถูกดำเนินคดีจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตที่ตนเองถูกหลอกหรือถูกบังคับให้เข้าไปมีส่วนร่วม
นายพงศกร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่เคยจ่ายเงิน เคยได้รับผลกระทบ หรือเคยถูกกระบวนการทุจริตการสอบเพื่อเข้าสู่ระบบราชการ โดยนายไพศาลพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลผ่านพรรค เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการอย่างเป็นธรรม
นายพงศกร ย้ำว่า หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการได้ ปัญหาการทุจริตในขั้นตอนอื่นก็ยิ่งยากที่จะถูกแก้ไข เพราะหากจุดเริ่มต้นของระบบราชการถูกบิดเบือนตั้งแต่การสอบและการบรรจุ ย่อมส่งผลต่อระบบราชการทั้งหมดในระยะยาว
เมื่อถามว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่จริงๆได้หรือไม่ว่า นายพงศกร กล่าวว่า เชื่อว่าตัวการใหญ่ และข้อครหาในสังคม เชื่อว่ามีกระบวนการสอบสวนจริงๆ แต่เน้นไปยังกระบวนการของ 5,925 ราย รวมถึงนายหน้า และถ้าเกิดยืนยันว่า 5,925 ราย สามารถที่จะได้รับกระบวนการคุ้มครองพยาน และกันไว้เป็นพยาน เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมด เหล่านี้จะชี้ได้ว่านายหน้าทั้งหมดคือใคร และนายหน้าก็มีทั้งคนในบ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น และบางคนก็ถูกจับไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการถึงตัวการใหญ่แน่นอนเพราะมีเส้นเงิน
เมื่อถามว่าตัวเลข 5,925 รายชื่อ มีพยานที่มาร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์กี่คน นายพงศกร กล่าวว่า วันนี้อาจจะยังไม่เยอะมากยังไม่ถึงหลักร้อย แต่ในกระบวนการเหล่านี้ ไม่มีใครอยากร้องเรียน เพราะกลัวโดนติดคุก แต่คนที่มาร้องกับตนเองก็อยากได้เงินคืน เพราะจ่ายไป 600,000 บาทแต่ไม่ได้อะไรเลย
ส่วนที่ได้รับข้อมูลมาเป็นพื้นที่ในจังหวัดไหนบ้าง นายพงศกรกล่าวว่าเป็นพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเส้นเงินมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล เป็นนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การเป็นทางการได้ เพราะกลัวโดนติดคุก
ด้านนายไพศาลกล่าวถึงท้ายว่า จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่อยู่ที่ปปช. เพราะคนให้ข้อมูลมีเยอะแต่กลัวถูกดำเนินคดี แต่ถ้าปปช.เปิดช่องให้ เพราะเครื่องมืออยู่ที่ปปช.อยู่แล้ว และสามารถกันพยานได้ ส่งศาลได้ รับรองตัวการใหญ่โดนแน่ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่กระบวนการของปปช.จะเปิดแค่ไหน แล้วตนเองก็จะตามติดการทำงานของปปช.




