สถานการณ์ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หรือ “หมอไห่” ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณมีลักษณะเป็นการสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากยังประกอบวิชาชีพอิสระให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล

ขั้นตอนต่อจากนี้จึงอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งตามความเห็นดังกล่าวหรือไม่
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะลงเอยเช่นไร หรือแต่ละฝ่ายจะตีความข้อกฎหมายแตกต่างกันเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ซึ่งติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามต่อคุณสมบัติของประธาน กสทช. อย่างต่อเนื่องมาหลายปี
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นเกมการเมืองที่ถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ ตั้งแต่ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก “โรม” รังสิมันต์ โรม จนมาถึง “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์
จาก “ไอซ์” ถึง “โรม” ก่อนส่งไม้ให้ “ลิซ่า”
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 เมื่อรักชนก ศรีนอก สส.สมัยแรก เปิดประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการประกอบวิชาชีพของ “หมอไห่” โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.แล้ว แต่ยังเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยในต่างประเทศ
ในเวลานั้นข้อมูลบางส่วนถูกตั้งคำถามและเกิดการโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง ก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ เงียบหายไปจากกระแสสังคม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่ได้หายไปจากวงการการเมือง เพราะต่อมารังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐขณะนั้น รับไม้ต่อในการตรวจสอบและรุกไล่ประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช.อย่างต่อเนื่อง
กระทั่งมาถึงภคมน หนุนอนันต์ อดีตสื่อมวลชนที่ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง และกลายเป็นกำลังสำคัญในการติดตามกดดันฝ่ายบริหารให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสรรหา จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้เข้ามา “ปิดจ็อบ” ในขั้นตอนสุดท้าย
หากนายกรัฐมนตรีดำเนินการตามคำวินิจฉัยจนทำให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งได้จริง ผลงานนี้ย่อมถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางการเมืองครั้งสำคัญของพรรคประชาชน และเป็นผลงานร่วมของนักการเมืองรุ่นใหม่อย่าง “โรม–ไอซ์–ลิซ่า”
ชัยชนะที่อาจกู้วิกฤตศรัทธา
สำหรับพรรคประชาชน เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนตัวประธานองค์กรอิสระ เพราะอาจถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า การตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภาและการขับเคลื่อนประเด็นอย่างเป็นระบบสามารถสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองได้จริง
ชัยชนะดังกล่าวอาจช่วยเติมพลังให้พรรคประชาชน หลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปัญหาคะแนนนิยมจากการลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งครั้งก่อน
ขณะเดียวกัน ผลงานนี้ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการเมืองให้กับรักชนก ศรีนอก ในฐานะแม่ทัพคนสำคัญของพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้ตัวเธอยังเผชิญความไม่แน่นอนจากคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ตาม
หากการตรวจสอบที่รักชนกเป็นผู้จุดประเด็นตั้งแต่ต้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธาน กสทช.ได้จริง ย่อมกลายเป็นผลงานที่พรรคประชาชนสามารถนำไปสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเต็มปากว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบองค์กรระดับชาติและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงฝ่ายบริหารได้
ยิ่งเมื่อประธาน กสทช.เป็นผู้นำองค์กรอิสระที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกและให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา การถูกท้าทายจากกลไกตรวจสอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการเมืองในระบบรัฐสภา
รัฐบาลเจอศึกรอบด้าน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหลายด้าน ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตสอบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เหตุโศกนาฏกรรมภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ตลอดจนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ผู้ต้องหาอ้างตัวว่ามีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ภาคตะวันออก
เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบประสิทธิภาพของรัฐบาล ทั้งในด้านการบริหารราชการ การบังคับใช้กฎหมาย ความปลอดภัยในสถานศึกษา และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐ
หากพรรคประชาชนสามารถปิดเกมกรณีประธาน กสทช.ได้ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญมรสุมหลายด้าน ย่อมทำให้ฝ่ายค้านได้จังหวะเดินหน้ารุกทางการเมืองอย่างเต็มกำลัง และอาจใช้ผลงานนี้เป็นฐานในการตรวจสอบองค์กรอื่นต่อไป
เป้าหมายต่อไปจับตา “กกต.–คดีฮั้ว สว.”
ในแวดวงการเมืองเริ่มมีการจับตาว่า เป้าหมายต่อไปของพรรคประชาชนอาจอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพรรคและสมาชิกพรรคติดตามตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง
หากกรณีประธาน กสทช.จบลงด้วยผลลัพธ์ตามที่พรรคประชาชนผลักดัน ย่อมสร้างความมั่นใจให้แกนนำและสมาชิกพรรคว่า ยุทธศาสตร์ “เกาะติด–ขุดข้อมูล–เปิดประเด็น–กดดันฝ่ายบริหาร” สามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้จริง
ความสำเร็จนี้จึงอาจกลายเป็นทั้งต้นแบบและเชื้อเพลิงสำหรับการตรวจสอบองค์กรอิสระแห่งอื่น รวมถึงเป็นเครื่องมือดึงคะแนนนิยมกลับคืนมา ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งต่อไป
จากแพทย์หัวใจสู่ประธานองค์กรอิสระ
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ก่อนก้าวขึ้นทำหน้าที่ประธาน กสทช.
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง นพ.สรณเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ซึ่งเคยให้การรักษาบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายราย
ชื่อของ นพ.สรณจึงถูกจับตามองทั้งในแวดวงการแพทย์และการเมือง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูง ซึ่งมักถูกฝ่ายวิจารณ์นำมาเชื่อมโยงและตั้งคำถามถึงเครือข่ายอำนาจ แม้ข้อกล่าวหาและข้อสงสัยเหล่านั้นยังต้องพิจารณาบนพื้นฐานของหลักฐาน ไม่ควรถูกสรุปเกินกว่าข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้
ปลดล็อก กสทช. หรือเปิดศึกบทใหม่?
อีกด้านหนึ่ง การพ้นจากตำแหน่งของประธาน กสทช. หากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลโดยตรงต่อสมดุลเสียงภายในคณะกรรมการ หลังการประชุม กสทช.ประสบปัญหาความขัดแย้ง การประท้วง การวอล์กเอาต์ และองค์ประชุมล่มหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2566
ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ภารกิจสำคัญหลายเรื่องดำเนินไปอย่างล่าช้า ทั้งแนวทางนำคลื่นความถี่ 3500 MHz จากกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมาใช้ในกิจการโทรคมนาคม รวมถึงการพิจารณาแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือแผน USO ฉบับที่ 4 ซึ่งมีกรอบวงเงินกว่า 24,000 ล้านบาท และค้างมาตั้งแต่ช่วงเริ่มวาระของกรรมการชุดปัจจุบัน
ฝ่ายที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงมองว่า การพ้นจากตำแหน่งของ นพ.สรณอาจช่วยคลี่คลายความขัดแย้งและทำให้งานสำคัญเดินหน้าต่อได้
แต่อีกฝ่ายย่อมตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนตัวประธาน กสทช.ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาการบริหารภายในองค์กร หรือเป็นการเปิดทางให้กลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทต่อการจัดสรรคลื่นความถี่และงบประมาณมหาศาลกันแน่
คำตอบของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “หมอไห่” จะพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า หลังจากนั้นใครจะเข้ามากำหนดทิศทางของ กสทช. และผลประโยชน์จากทรัพยากรคลื่นความถี่ของชาติจะถูกบริหารเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงเพียงใด
หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเดินหน้าตามคำวินิจฉัย กรณีนี้ย่อมถือเป็นชัยชนะทางการเมืองชิ้นใหญ่ของพรรคประชาชน และเป็นบทพิสูจน์ผลงานของ “โรม–ไอซ์–ลิซ่า”
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่บทจบของสงครามชิงอำนาจใน กสทช. ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเพียงเสียงระฆังยกแรกของศึกครั้งใหม่ ที่มีทั้งอำนาจทางการเมือง คลื่นความถี่ และงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทเป็นเดิมพัน

