“สนธิ” ซัด กกต. ตั้งคำถามองค์กรอิสระ ลั่นลงหาดใหญ่ 26 ก.ย.นี้ปลุกพลังประชาชน

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ให้สัมภาษณ์ก่อนยื่นหนังสือกล่าวโทษ กกต. ตั้งข้อสังเกตการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ พร้อมกล่าวหาการเมืองแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ย้ำลงพื้นที่หาดใหญ่ 26 ก.ย. หวังให้ความรู้และปลุกพลังประชาชน ยืนยันไม่ได้ต้องการล้มใคร แต่ต้องการให้ประชาชนใช้สิทธิและพลังของตัวเองอย่างถูกต้อง

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่บริเวณประตูทางเข้าใกล้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนการยื่นหนังสือกล่าวโทษ กกต. โดยกล่าวว่า ประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดสดในขณะนี้มีประมาณหมื่นกว่าคน โดยสิ่งที่ต้องการคือการเผยแพร่ข้อเท็จจริง และการต่อสู้บนพื้นฐานของความถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า หากองค์กรอิสระไม่มีความยุติธรรม ไม่มีเสรีภาพ และไม่มีความกล้าหาญ ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ กกต. ซึ่งยังไม่พูดถึง ป.ป.ช. ว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ถูกครอบงำด้วยการเมืองอย่างสิ้นเชิง

นายสนธิกล่าวว่า หากมีการยุบสภา พรรคภูมิใจไทยหรือพรรคสีน้ำเงินมีเงินจำนวนมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะเงินค่าส่วนต่างน้ำมันจำนวน 19,000 ล้านบาท ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนดังกล่าว และสามารถอนุมานได้ว่าเงินก้อนนี้อยู่ในกลุ่มนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง พร้อมกล่าวหาว่า กกต. ก็เป็นพวกของกลุ่มดังกล่าว และหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เงิน กกต. และ สว. ก็ยังมีช่องทางในการดำเนินการตามวิธีการของฝ่ายการเมือง

นายสนธิกล่าวต่อว่า ตนไม่ใช่นักกฎหมาย แต่มีประสบการณ์ 34 ปี และมองว่าหากการเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะยึดครององค์กรอิสระทั้งหมด พร้อมตั้งคำถามถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตขององค์กรอิสระ โดยประชาชนที่ไม่พอใจหรือเห็นว่าการดำเนินการไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ต้องไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และหากผู้ตรวจการแผ่นดินต้องผ่าน สว. ก็อาจทำให้ฝ่ายการเมืองสามารถเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของตนเองได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการตรวจสอบเกิดความบกพร่องและไม่เป็นธรรม

นายสนธิกล่าวอีกว่า หากมีการชี้มูลความผิดและส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ก็เปรียบเสมือนว่า ป.ป.ช. สามารถฟอกขาวให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาได้ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ตนและพวกต่อสู้คือความยุติธรรม ศีลธรรม มโนธรรม นิติรัฐ และนิติธรรม โดยต้องการให้เจ้าหน้าที่ของ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระ ทำงานตามหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีความกล้าหาญ


นายสนธิกล่าวถึงกรณีการตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ว่า ต้นเหตุของปัญหาอยู่ในกระบวนการดังกล่าว โดยมีผู้ร้อง 77 คน และตั้งคำถามว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการใช้ดุลพินิจของตุลาการหรือไม่ พร้อมกล่าวหาว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และนำไปรวมเป็นชุดที่ 36 รวมถึงกรณีร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล ซึ่งนายสนธิกล่าวว่าเป็นผู้ตรวจสอบชุดที่ 36 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI

นายสนธิ กล่าวหาว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ได้รับรางวัลจากพรรคภูมิใจไทย ด้วยการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี DSI และกล่าวถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งซ่องโจร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ DSI โดยมองว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการนำบุคคลเข้ามาควบคุมกระบวนการในแต่ละจุด พร้อมกล่าวหาว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งต่าง ๆ อีกหลายด้าน เช่น เป็นคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ตามที่นายสนธิกล่าวถึง โดยสรุปว่า ใครทำอะไรให้ฝ่ายการเมืองก็ได้รับรางวัล โดยไม่ได้คำนึงว่าสิ่งนั้นถูกต้องหรือชอบธรรมหรือไม่

นายสนธิกล่าวถึงสถานการณ์ในวันที่ 28 ก.ย. ว่า ตนไม่กล้าเดา และไม่กล้าคาดการณ์ แต่ไม่ไว้ใจสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ตนไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะมองว่าวงจรเดิมจะกลับมาอีก โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหม่ภายใต้สถานการณ์ที่ตนมองว่าเป็นอำนาจนิยม ซึ่งมีอยู่หลายประเด็น

นายสนธิกล่าวว่า ประเด็นแรกคือเรื่องเงิน โดยยกเงินค่าส่วนต่างน้ำมันจำนวน 19,000 ล้านบาทขึ้นมาอีกครั้ง และกล่าวหาว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไปและอยู่ในกำมือของนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคสีน้ำเงิน ประเด็นที่สองคือเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วต้องพึ่ง กกต. หาก กกต. ชุดเดิมยังอยู่ ก็จะดูแลและปกป้องพรรคสีน้ำเงิน และประเด็นที่สาม หากมีการชี้มูลว่าฝ่ายดังกล่าวมีความผิด ก็ยังมี ป.ป.ช. สำหรับกระบวนการต่อไป

นายสนธิยกตัวอย่างกรณีที่กล่าวถึงนายทองเจือ โดยระบุว่า นายทองเจือกำลังจะเป็นผู้ต้องหาในเรื่องการสอบท้องถิ่น และกล่าวอ้างว่า นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจให้นายทองเจือรับผิดไปก่อน จากนั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งนายสนธิกล่าวว่า ป.ป.ช. จะชี้มูลว่านายทองเจือไม่ผิด เช่นเดียวกับกรณีที่กล่าวถึงสัก สยาม พร้อมระบุว่านี่คือวิธีการตัดตอนเป็นขั้น ๆ

นายสนธิกล่าวถึงกำหนดการเดินทางไป จ.สงขลา ในวันที่ 26 ก.ย. ว่า จะเดินทางไปหาดใหญ่ และคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาร่วมจำนวนมาก โดยจะมีผู้เดินทางมาจากสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช โดยเป้าหมายของตนคือการลงไปให้ความรู้กับประชาชน และจะถามประชาชนที่มาร่วมชุมนุมว่า จำได้หรือไม่ว่าเงิน 500 บาท หรือ 1,000 บาท ที่ได้รับมานั้น ปัจจุบันหายไปไหนแล้ว โดยกล่าวว่าเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้ซื้อของจนหมดภายในเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่ประเทศไทยได้รับกลับมาคือคนที่ไม่มีคุณภาพและคนที่ตนมองว่าเป็นคนไม่ดีเข้ามาปกครองประเทศด้วยเงินเพียง 500 บาท

นายสนธิกล่าวต่อว่า จะถามประชาชนว่า ประเทศไทยในวันนี้ รวมถึงนักการเมืองในระดับท้องที่และท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองใดก็ตาม เป็นประเทศไทยที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมหรือไม่ หากประชาชนตอบไม่ได้ ตนจะอธิบายให้ฟังว่าเหตุใดจึงมองว่าประเทศไทยไม่มีหลักดังกล่าว พร้อมกล่าวถึงปัญหาการคอร์รัปชันว่า ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงและไม่ได้ลดลง

นายสนธิกล่าวว่า หน้าที่ของตนคือการให้ปัญญาแก่ประชาชน และไม่ได้ต้องการล้มฝ่ายการเมือง แต่ต้องการปลุกพลังประชาชนให้เห็นว่าประชาชนมีพลัง และควรใช้พลังดังกล่าวในการทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยต้องการให้ประชาชนแสดงพลังให้นักการเมืองทั่วประเทศเห็นว่า จากนี้ประชาชนจะไม่ยอมรับพฤติกรรมดังกล่าวอีกต่อไป

นายสนธิกล่าวทิ้งท้ายว่า หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจากนักการเมืองก็สามารถรับได้ แต่ไม่ควรลงคะแนนเสียงให้ พร้อมระบุว่า สิ่งที่ตนต้องการคือการให้ปัญญาแก่ประชาชน ให้ประชาชนไม่ยอมแพ้ และให้รู้ว่าตามมุมมองของตน นักการเมืองเป็นผู้บ่อนทำลายประเทศชาติ.