วันนี้ครบ 670 บนเก้าอี้ ของผบ.ตร.ต่าย “ที่เหนื่อยจริงๆ”

12

เมื่อความตรงไปตรงมา กลายเป็นราคาที่ผู้นำต้องจ่าย“ประดู่แดง“มองดูแล้วเหนื่อยจริงๆ กับการรับตำแหน่ง ผบ.ตร. และต้องมาปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งก็คือนิสัยของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 15 นั่นแหละ”ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค แต่สะท้อนความรู้สึกของคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงอำนาจที่สุดตัวหนึ่งในวงการตำรวจไทยได้อย่างลึกซึ้ง

เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาจดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนภายนอก มีทั้งอำนาจ บารมี และกำลังพลนับแสนอยู่ในมือ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เก้าอี้ตัวนี้กลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความคาดหวัง และผลประโยชน์ที่สลับซับซ้อนจนแทบหาคำว่า “ง่าย” ไม่เจอ

โดยเฉพาะเมื่อคนที่ขึ้นมานั่ง เก้าอี้ ผบ.ตร.เลือกจะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ความตรงไปตรงมาเป็นคุณสมบัติที่ประชาชนเรียกร้องจากผู้นำ แต่ในระบบที่บางคนคุ้นชินกับการใช้ทางลัด คุ้นเคยกับอภิสิทธิ์ และเคยได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ ความตรงไปตรงมาของผู้นำย่อมกลายเป็นสิ่งที่สร้างความไม่พอใจโดยอัตโนมัติ

เพราะทันทีที่ผู้นำอย่าง ผบ.ต่าย ประกาศว่า “ทุกคนต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกัน” คนที่เคยได้รับประโยชน์จากความไม่เท่าเทียม ย่อมรู้สึกว่ากำลังถูกแย่งชิงสิทธิ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิทธิอันชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น“การตรงไปตรงมา ก็สร้างศัตรูไปในตัวด้วย เป็นศัตรูที่ยากจะจบสิ้น และคนเหล่านั้นก็ไม่สำนึกเลยว่าตัวเองทำผิด ทำไม่เหมือนชาวบ้าน”

นี่ต่างหากคือความเหนื่อยที่แท้จริง

ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการประชุม ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการเดินทาง หรือการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่เป็นความเหนื่อยจากการต้องต่อสู้กับคนที่ไม่เคยมองเห็นความผิดของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผลประโยชน์ถูกกระทบ ผู้ที่เสียประโยชน์ย่อมไม่ยอมถอยง่ายๆ บางคนเลือกต่อต้าน บางคนสร้างแรงกดดัน บางคนบิดเบือนข้อเท็จจริง และบางคนอาจพยายามเปลี่ยนผู้รักษากฎให้กลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง

นี่คือราคาที่คนทำงานตรงต้องจ่าย

ผู้นำสามารถเลือกทางที่สบายกว่านี้ได้เสมอ เพียงแค่ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” ปล่อยบางเรื่องให้เงียบ ปล่อยบางคนให้ผ่าน และทำเหมือนไม่เห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นตรงหน้า หากเลือกเช่นนั้น ศัตรูอาจน้อยลง เสียงต่อต้านอาจเบาลง และเส้นทางบนเก้าอี้อำนาจอาจราบรื่นขึ้น แต่คำถามคือ หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเลือกหลับตาเสียเอง แล้วประชาชนจะหันไปพึ่งใคร?

ถ้า ผบ.ต่าย เอาหูไปนา เอาตาไปไร่มันก็สามารถทำได้แต่เท่าได้เคยสัมผัสมาโดยนิสัยที่ ”ผบ.ต่าย “ปล่อยผ่านไม่ได้”

ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงการระบายความรู้สึก แต่เป็นคำประกาศถึงหลักการในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ความตรงไปตรงมาจะมีคุณค่าอย่างสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กฎหมาย และความเป็นธรรมอย่างเสมอหน้า ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกคน และไม่ใช้มาตรฐานสองชั้น คนทำผิดต้องถูกตรวจสอบ ไม่ว่าจะมียศสูงเพียงใด ใกล้ชิดผู้มีอำนาจแค่ไหน หรือมีเครือข่ายแข็งแรงเพียงใด ขณะเดียวกัน คนที่ยังไม่มีหลักฐานว่ากระทำผิด ก็ต้องได้รับความเป็นธรรมและไม่ถูกตัดสินล่วงหน้า

นั่นคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ตรงไปตรงมา”

การปฏิรูปตำรวจไม่อาจเกิดขึ้นจากคำขวัญสวยหรู และไม่สำเร็จด้วยคำสั่งเพียงไม่กี่ฉบับ หากต้องเริ่มต้นจากผู้นำที่กล้ายืนอยู่กับความถูกต้อง แม้รู้ดีว่าทุกย่างก้าวจะสร้างแรงเสียดทานและอาจเพิ่มจำนวนศัตรูขึ้นเรื่อยๆ

ตำแหน่ง ผบ.ตร.มีวาระ แต่ผลของการตัดสินใจบางเรื่องอาจอยู่ในความทรงจำขององค์กรไปอีกยาวนาน วันหนึ่งเมื่อวางมือ ผู้คนอาจลืมว่าใครเคยมีอำนาจมากเพียงใด แต่อาจยังจดจำได้ว่า ในวันที่องค์กรตำรวจเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ ผู้นำเลือกยืนอยู่ข้างใคร—ข้างผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หรือข้างกฎหมายและประชาชน

ความเหนื่อยของผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าผู้นำที่บอกว่า “เหนื่อย” คือผู้นำที่ไม่รู้สึกรู้สากับความไม่ถูกต้องอีกต่อไป หากความเหนื่อยครั้งนี้เกิดจากการไม่ยอมปล่อยผ่านสิ่งผิด ก็ขอให้เป็นความเหนื่อยที่ยังมีพลัง มีสติ และมีความยุติธรรมกำกับทุกการตัดสินใจ

เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการ ผบ.ตร.ที่ไม่มีศัตรู แต่ประชาชนต้องการ ผบ.ตร.ที่เป็นศัตรูกับความไม่ถูกต้องต่างหาก ซึ่งคาดว่า นี่น่าจะเป็นความในใจ ของ“ผบ.ตร.ที่ชื่อ ต่าย”ที่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้นี้อีกเพียง 51 วัน