หน้าแรกสังคมผู้ค้าจี้ กขค. เอาผิดแพลตฟอร์ม ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม

ผู้ค้าจี้ กขค. เอาผิดแพลตฟอร์ม ปมผูกขาดขนส่ง-ขึ้นค่าธรรมเนียม

เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แต่ต้นทุนกลับเพิ่มไม่หยุด ผู้ประกอบการออนไลน์จำนวนมากระบุว่ากำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งยอดขายชะลอตัว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ ขณะเดียวกันปัญหาเดิมๆ ที่ไม่เคยคิดแก้ไข ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการจำกัดทางเลือกในการใช้บริการขนส่ง  จนเกิดคำถามว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว เหตุใดปัญหาที่ผู้ค้าร้องเรียนจึงยังไม่คลี่คลาย และหน่วยงานกำกับจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเมื่อใด หรือต้องรอให้มีการเลิกจ้างงานพนักงานขนส่งทั่วประเทศก่อน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของประชาชนยังเปราะบาง ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากกลับต้องเผชิญภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายรายระบุว่านอกจากยอดขายจะไม่เติบโตตามที่คาดหวังแล้ว ยังต้องรับภาระค่าธรรมเนียมและค่าบริการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรที่เคยเหลืออยู่ลดลงเรื่อยๆ

ในเวลาเดียวกัน ประเด็นเรื่องการผูกขาดขนส่ง หรือไม่สามารถขอเปลี่ยนขนส่งได้ยังคงเป็นข้อร้องเรียนสำคัญของผู้ประกอบการร้านค้าบนแพลตฟอร์มที่ต้องก้มหน้ารับกรรมที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยถึงแม้จะมีกฏหมายบังคับใช้แล้วก็ตาม โดยผู้ประกอบการหลายรายระบุว่ายังมีข้อจำกัดในการเลือกผู้ให้บริการขนส่งตามที่ต้องการ ทำให้ไม่สามารถบริหารต้นทุนหรือเลือกรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนได้

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เข้ายื่นเรื่องทวงถามความคืบหน้าต่อสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ขอให้ตรวจสอบเอาผิดกับ 3 แพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง โดยเห็นว่าพฤติกรรมการล็อคขนส่งยังเหมือนเดิม อาจเข้าข่ายขัดต่อแนวทางการแข่งขันทางการค้าที่สำนักงาน กขค. ประกาศใช้ แม้สำนักงาน กขค. จะประกาศแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการไม่กีดกันการแข่งขัน การไม่บังคับใช้บริการของตนเอง และการไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ แต่สภาพตลาดที่พบยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ของประกาศ แพลตฟอร์มยังปิดกั้นในการเลือกขนส่ง และผูกขาดเพียงรายเดียวเช่นเดิม อีกทั้งการขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งในแพลตฟอร์มก็ดำเนินการได้ยากหรืออาจถูกปฏิเสธ จนสุดท้ายผู้ประกอบการต้องก้มหน้าทนใช้ขนส่งที่ไม่มีศักยภาพเหมือนเดิมจนส่งผลต่อกระทบธุรกิจ

ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งที่ไม่ได้รับโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม และมีศักยภาพการให้บริการที่พร้อมมากกว่าก็อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหลายรายกังวลว่า และหากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเลิกจ้างพนักงาน และความมั่นคงของพนักงานในธุรกิจขนส่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้า แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้บริโภค เพราะเมื่อต้นทุนของร้านค้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่ง ร้านค้าจำนวนหนึ่งย่อมต้องปรับราคาสินค้า ลดการจัดโปรโมชั่น หรือรับกำไรที่น้อยลงเพื่อประคองธุรกิจ

ทั้งนี้ นายอนันต์ชัย ทนายความ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า หากการแข่งขันในตลาดลดลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกน้อยลง และต้นทุนการขายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายผู้ที่ต้องรับภาระอาจไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่รวมถึงผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

ประเด็นที่สังคมจับตาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของกฎหมาย แต่คือ การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะหากข้อร้องเรียนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจำกัดทางเลือกด้านขนส่ง และภาระค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการระบุว่าเพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซก็อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยผู้รับเรื่องครั้งนี้ คือ นายธีรวัฒน์ ทิพย์รัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นผู้แทนสำนักงาน กขค. รับหนังสือร้องเรียนและข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

ทั้งนี้ ผู้ร้องขอให้ กขค. ตรวจสอบพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียน ว่าเข้าข่ายจำกัดการแข่งขัน หรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยหรือไม่ รวมถึงขอให้เร่งดำเนินการหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในตลาดอีคอมเมิร์ซ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img