เฝ้าสังเกตการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีอนุทินในช่วงที่ผ่านมาหลังถูกจี้ถาม “เรื่องขบวนการทุจริต” หรือ การตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อความโปร่งใส ตลอดไปจนถึง มีปรากฎชื่อคนใกล้ชิดบุคคลในพรรคในเครือข่ายที่มีข่าวพัวพันว่าอาจมีส่วนในขบวนการทุจริตหรือไม่ ทั้งเรื่องการสอบข้าราชการท้องถิ่นไปจนถึงคดีเรื่องฮั้ว สว.ทำให้สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ในการค้นหาความจริงและนำคำตอบมาให้แก่สังคมซึ่งเป็นการทำหน้าที่ปกติ ในเมื่อคุณเป็นบุคคลสาธารณะอาสาเข้ามาบริหารบ้านเมืองการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญและต้องถามได้ แต่สิ่งที่เราเห็นคือเริ่ม “ออกอาการ” เกรี้ยวกราด หรือสั่งสอนสื่อในแง่ว่าถามทำไม หรือบางส่วนมองว่าเป็นความพยายามใช้อำนาจกดทับ ปิดปากหรือไม่?

จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อมวลชนถูกปฏิบัติตัวแบบนี้หลายคนอาจจะชินตากับภาพตวาดยุคยึดอำนาจยุคที่มีนายพลใช้อารมณ์ข่มแต่ไม่ตอบคำถาม แต่สื่อมวลชนนั้นก็คือกระจกที่สะท้อนให้ผู้คนและชาวบ้านเห็นนำเสนอว่ารัฐบาลจะจัดการกับปัญหา และคาราคาซังในแต่ละเรื่องอันเป็นหน้าที่โดยชอบได้อย่างไร
ซึ่งที่ชัดที่สุดคือวันก่อนที่ย้อนสื่อมวลชนว่า “คุณอยู่ในบ้านผมหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้น นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ” นายอนุทิน กล่าว
ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ตัวละครทั้งสามที่สื่อถามถึง คือผู้มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองระดับประเทศ ประชาชนจึงมีความชอบธรรมเต็มที่จะได้รับรู้รับทราบ และสื่อต้องมุ่งมั่นที่จะตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์นี้ส่งผลต่อการจัดวางอำนาจ งบประมาณแผ่นดิน หรือนโยบายรัฐบาลด้วยซ้ำไป ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่สมบัติของใคร ไม่ใช่ให้รางวัลจากการเลือกตั้งเข้ามาด้วยการใช้กลไกต่าง ๆ กระทรวงไม่ใช่ของเล่น งบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เงินกงสี และประเทศไทยไม่ใช่มรดกของครอบครัวการเมืองใด ที่สำคัญมันย้อนแย้งมาก เพราะว่าของตัวนายกฯ เอง ที่เป็นคนนำภาพความสัมพันธ์ 2 น.1 พ.นี้มาโพสต์ลงพื้นที่สาธารณะเพื่อหวังผลทางการสื่อสาร แต่พอนักข่าวถามกลับอ้างความเป็นส่วนตัว เป็นคนสาธารณะและเป็นคนเปิดวาระเองก็ย่อมต้องถูกถามไดั
การแค่นหัวเราะกลบเกลื่อนแล้ววีนใส่นักข่าว สวนนักข่าว พยายามสั่งสอนเขา ยิ่งทำให้สังคมสงสัยว่านักข่าวอาจจะไปแตะถูกจุด จี้ใจดำ มารยาทและท่าทีที่เหมาะสมของนายกฯ คงต้องไม่ให้ใครมาสอนซ้ำ การอธิบายด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงด้วยปุถุชนอย่างมีอารยะ ไม่ใช่การขึ้นเสียงหรือไล่ตะเพิดสื่อมวลชน คุณเข้ามาต้องได้รับความไว้วางใจของประชาชน ไม่อย่างงั้นยิ่งตอกย้ำความไม่ปกติของที่มาอำนาจใช่หรือไม่?
ผิดจากภาพนายกฯที่พยายามนำเสนอภาพก่อนหน้านี้ให้เห็นลีลาและความสามารถในการเล่นดนตรีที่ดูเหมือนความสามารถหลากหลายทั้งเครื่องเป่า และอีกหลายชนิด มีการร้องเพลง มีดนตรีในหัวใจ จนชาวบ้านไม่อาจรู้ว่าคุณไปเจรจาการค้าอะไรมาบ้าง ดันจำได้ได้แต่ไปร้องเพลง My way ที่มาเลเซีย ไปเถียนมีมี่ทที่จีน และก่อนหน้านี้อีกหลายหนทั้งในเวียดนาม หรือตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศทั้งร้องทั้งเป็นวาทยากร ทั้งบรรเลงเครื่องดนตรีนานาสารพัด
แต่พอเจอนักข่าวถามตรงจุด “เดี๋ยวช่วยมาเทรนหน่อยเวลาตั้งคำถามให้มันแตกแยกกันแบบนี้ ทำไมต้องเคลียร์ใจ และมีตอนหนึ่งกล่าวว่า คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน เอาความเท็จมาออกสื่อสาธารณะ หิวแสงไม่มีข้อมูล ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทั้งหลาย คนเหล่านี้ไปให้ความเชื่อถือได้อย่างไร หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย ดูกิจการแต่ละคน ปิดไปทีละเจ้าสองเจ้า แล้วจะไปเชื่อถือคนพวกนี้ คิดว่านักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้
เขาต้องไม่ลืมตัวว่าเขาคือ “นายกรัฐมนตรี” ไม่ใช่แค่หัวหน้าครอบครัว หรือ “นักชิม“ หรือนักดนตรี” ที่ตอนนี้สังคมไทยมันมีปัญหาใหญ่ ๆ มากมายเกิดขึ้น หลากอย่างซ้ำซาก วัวหายล้อมคอก พูดกันจนแผ่นเสียงตกร่อง ในช่วง 3–4 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง มีประเด็นการโกงและการทุจริตโผล่ขึ้นมาหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ วิกฤตการณ์โกงน้ำมัน,การกักตุนน้ำมัน จากผลกระทบราคาน้ำมันโลกและความขัดแย้ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ มีคดีและความผิดปกติเกี่ยวกับการโกงที่มาท สว. ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี สังคมสงสัยการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต. รวมถึงบทบาทและท่าทีของฝ่ายรัฐบาล มึความกังวลว่าหากปล่อยให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันยืดเยื้อโดยไม่มีการลงโทษหรือแก้ไขที่เด็ดขาด จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
สิ่งเหล่านี้เราต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจสาวไปเจอใครต้องจัดการให้หมด เราเห็นคนใกล้ชิดรองนายกฯมีชื่อไปเอี่ยวๆในข่ายคนต้องสงสัย เราต้องสาวใหัสุด ทำคดีให้สะเด็ดน้ำ ควรเก่งในการบริหาร ให้เท่าเก่งกับนักข่าว
ผู้นำที่เราต้องการในเวลานี้ไม่ใช่คนมีความสามารถทางด้านดนตรี หรือฝีปาก แต่เรต้องการฝีมือ ไม่ต้องการน้ำลายและอิทธิพล ถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ สร้างความโปร่งใสให้ชัดเจนไม่ได้ ทางออกทางรอดเดียวของประเทศนี้คือ ต้องเปลี่ยนผู้นำแล้วกระมัง!


