ช่วงกำลังจะเปลี่ยนผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ มักเป็นช่วงที่ “ข่าวลือ” วิ่งเร็วกว่าความจริงเสมอ ยิ่งเป็นตำแหน่งระดับ “เบอร์หนึ่งของปทุมวัน ” ก็ยิ่งถูกหยิบไปวิเคราะห์ ตีความ และคาดเดากันสารพัด บางเรื่องมีที่มา แต่หลายเรื่องก็เป็นเพียงเสียงกระซิบที่ถูกขยายจนกลายเป็นกระแส จากกรณีหนังสือของ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่ต่างกัน เมื่อเอกสารถูกเผยแพร่ออกมา หลายฝ่ายรีบโยง รีบตีความว่าเป็นสัญญาณของการโอนย้าย เป็นเกมอำนาจ หรือเป็นแรงกระเพื่อมภายในองค์กร แต่เมื่อย้อนกลับไปดูข้อเท็จจริง กลับพบว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่

การข่าวเชิงลึกยืนยันตรงกันว่า ไม่มีการทาบทาม ไม่มีการส่งสัญญาณ และไม่มีข้อเสนอให้โอนไปรับราชการหน่วยงานอื่นแต่อย่างใดหนังสือฉบับดังกล่าว จึงเป็นเพียงการแสดงเจตนารมณ์ให้ชัดเจน เพื่อปิดประตูข่าวลือ และยุติการคาดเดาที่เกิดขึ้นจาก รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ในช่วงก่อนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
สาระสำคัญของหนังสือก็เรียบง่าย แต่หนักแน่น ตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งรับราชการมาเกือบ 37 ปี ยืนยันว่า ยังศรัทธาในวิชาชีพตำรวจ พร้อมนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จนถึงวันเกษียณ
ไม่มีข้อความใดที่สะท้อนความขัดแย้ง ไม่มีถ้อยคำที่พาดพิงใคร ไม่มีนัยทางการเมืองมีเพียงความตั้งใจที่จะทำงานในเครื่องแบบสีกากีต่อไป เมื่อมองอีกมุม หนังสือฉบับนี้กลับช่วย “สยบข่าวลือ” ได้อย่างมีน้ำหนัก เพราะเป็นคำยืนยันจากเจ้าตัวเองว่า จุดยืนยังเหมือนเดิมในส่วนบทบาทของ พล.ต.อ.นิรันดร ก็เป็นที่รับรู้กันดีว่า เป็นนายตำรวจสายกฎหมายที่ทำงานละเอียด รอบคอบ และให้ความสำคัญกับข้อกฎหมายและสำนวนสอบสวนมาโดยตลอด ดังนั้น จากนี้คงไม่จำเป็นต้องมีใครมาทาบทาม หรือสร้างกระแสกันอีก เพราะคำตอบถูกเขียนไว้ชัดเจนแล้วในหนังสือฉบับนั้น
ที่สำคัญ คำยืนยันดังกล่าว ยังสอดคล้องกับสิ่งที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เปิดเผยกับสื่อ “ว่าไม่มีการทาบทามใด ๆ”เมื่อคำพูดของผู้บังคับบัญชาสูงสุด และหนังสือของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินไปในทิศทางเดียวกัน ก็ยิ่งสะท้อนว่า ข่าวลือหลายเรื่องอาจเป็นเพียงจินตนาการของคนวงนอก มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงภายในองค์กร
วันนี้ สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการ ไม่ใช่การขยายความขัดแย้ง แต่คือการรวมพลังของทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะในเวลาที่ประชาชนต้องการความมั่นใจ ตำรวจย่อมต้องส่งภาพของ ความเป็นเอกภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความเสียสละ มากกว่าภาพของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย อีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านตามวาระ สิ่งที่สังคมควรจับตา จึงไม่ใช่ข่าวลือรายวัน แต่คือผลงานที่เกิดขึ้นจริง
ท้ายที่สุด องค์กรตำรวจจะเข้มแข็งได้ ไม่ใช่เพราะข่าวลือเงียบลง แต่เพราะคนในองค์กรเลือกที่จะยืนอยู่บนหลักการเดียวกัน เมื่อผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชามุ่งทำงานเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นเป้าหมายเดียวกัน ความสามัคคีจึงไม่ใช่เพียงคำพูด หากเป็นพลังที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม
ไม่มีรอยร้าว…ไม่มีอะไรในกอไผ่ มีเพียง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่กำลังเดินหน้าปฏิบัติภารกิจ เพื่อความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลัง
สิ่งที่”ประดู่แดง“และประชาชนอยากจะฝากถึง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และคิดว่า ผู้นำองค์กรระดับหัวๆของ ตร.ทุกนายต้องเห็นด้วยนั้นคือความรักสามัคดีภายในองค์กร ร่วมแรงร่วมใจพาองค์กรเดินหน้าทำงานให้ เป็นที่ประจักษ์ ประชาชนก็จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับองค์กร และคิดว่า ลูกผู้ชายเลือดสีกากีเข้มและข้น อย่าง “ผบ.ต่าย ,ผบ.ตร.สำราญ และรองฯไมค์ ”ก็คงคิดอยากจะเห็นเช่นกัน เพราะตำรวจในยุคนี้ควรจะเป็นที่พึ่ง ของประชาชน ได้จริงๆซะที ว่ามั่ย.?


