“สิทธิโชติ” เปิดหมดเปลือก! 2 กกต.เสียงข้างน้อย ชี้หลักฐาน “ฮั้ว สว.” โยงพรรคเดียว ลั่นประกอบร่างแล้วคือ “ช้างทั้งตัว”

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ แจงยิบ เป็น 1 ใน 2 กกต.เสียงข้างน้อย ให้ส่งฟ้อง ‘กก.บห.พรรค-สส.’ พรรคภูมิใจไทย ในคดี ‘ฮั้ว สว.’ ชี้ เมื่อมอง ‘ทุกพื้นที่’ เกี่ยวข้องพรรคเดียว ข้อพิรุธทั้งหลายเมื่อประกอบร่างแล้วเป็นช้างทั้งตัว เชื่อ พยานที่กลับคำให้การ เป็น สส.ไม่น่าจะถูกข่มขู่ได้

ภายหลัง กกต.แถลงผลการพิจารณาคดีดังกล่าว ว่า จากสว. ที่ถูกกล่าวหา 427 คน มีมติส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิด 77 คน โดยมี 26 สว.ปัจจุบันโดนด้วย แต่ไม่มี ’นักการเมือง-สส.-กก.บห.พรรค’ แม้แต่คนเดียว

วันที่ 15 ก.ย.69 มีกระแสข่าวว่ากรรมการการเลือกตั้ง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ โวย ‘นายณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต.ในที่ประชุมว่า ไม่เคารพมติเสียงข้างน้อย ซึ่งมีรายงานพบว่า นายสิทธิโชติ เป็น 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย ของ กกต. ให้ส่งฟ้อง กรรมการบริหารพรรค-สส. ในคดีฮั้ว สว. แต่แพ้เสียงข้างมาก (5:2)

ล่าสุด เวลา 16.50 น. ที่ สำนักงาน กกต. นักข่าวเจอ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง สอบถามถึงกรณีดังกล่าว โดยนายสิทธิโชติ เปิดเผยว่า ตนเป็น 1 ใน 2 เสียงข้างน้อยของ กกต. เห็นควรให้ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค-สส. ในคดีฮั้ว สว.

นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่า ไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจประธาน กกต. แต่เห็นว่าการแถลงข่าว ควรแจ้งรายละเอียดมติให้ชัดเจนตามที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุม ว่าในแต่ละข้อกล่าวหา กกต. มีมติเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอย่างไร คล้ายแนวปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่า มติในแต่ละเรื่อง ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ยืนยันว่า มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด ก่อนอธิบายว่า ในกลุ่มบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง มีมติเอกฉันท์ที่ยกคำร้องแต่ในกลุ่มที่มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้ง พยานบุคคล, นิติวิทยาศาสตร์, เส้นทางการเงิน

ส่วนสำคัญ คือ ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เกี่ยวกับนักการเมือง กรรมการบริหารพรรค และ สส. ยืนยันว่า “มติไม่เป็นเอกฉันท์” โดยในกลุ่มบุคคลสำคัญ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง หมายถึง ให้ยกคำร้อง 5 เสียง, ให้ลงโทษ 2 เสียง หรือบางกรณี 6 ต่อ 1 เสียง และบางคนไม่เกี่ยวข้องเลย ก็จะเป็นยกอย่างเอกฉันท์ โดยเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารพรรค ขอยอมรับเลยว่า ตนและ กกต. อีกท่าน คือ นายชาย นครชัย อยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อย

“เรามองว่าพยานหลักฐานที่ปรากฎ มันค่อนข้างที่จะเชื่อได้ สาเหตุที่ตนพูดอย่างนั้น เรามองบริบทว่าไม่ได้ที่จุดเดียว แต่ที่เราจับได้ไล่ทัน มีบางจุดเช่น กลุ่ม นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบังลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มาพูดคุยประชุมกันแต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย ซึ่งมี 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้ 1-7 อยู่ในโพยนี้ทั้งนั้น กลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษด้วย ซึ่งถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจถึงอาญาเข้ามาตรา 77(1) ด้วยซ้ำ”

“เพราะฉะนั้น หากเรามองทุกพื้นที่ พบว่าเกี่ยวข้องกับพรรคๆ เดียว เป็นสมาชิกและเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มนี้ทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ ตอนแรกเขาให้การว่ามีการกระทำ จะมอบหมายให้บุคลากรในพื้นที่ของพรรคนั้นทำจริงๆ โดยตนไม่ได้เชื่อคนๆ นี้ แต่ตนเชื่อคำพูดของเขาว่าได้รับการปฏิบัติว่าเกิดขึ้นจริง เมื่อพิสูจน์ได้ก็น่าเชื่อถือใช่หรือไม่”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ซึ่งเบอร์โทรศัพท์ พยานปากให้การว่า ติดต่อใคร ไม่ว่าสมาชิกพรรคหรือ กก.บห.หรือสส. ยึดโยงกันอยู่ ตรวจสำนวนมันโยงกันจริง และหลังจากได้ สว. ตามที่ กกต.ประกาศแล้ว ได้นัดประชุม สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม.วันที่ 21 ซึ่งคนที่อยู่ในพรรคมาร่วมประชุม โดยพยานให้การเป็นเลขาฯของ สส. และคนๆ นี้เคยอยู่หน้าห้อง สส. หรือ รมต. และมาเป็น สว. ซึ่งเลขาฯ คนนี้มาเป็นพยานว่า มีการนัดประชุมเพื่อมากำหนดตัวประธาน และรองประธานวุฒิสภา พยานเล่าว่ามีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่อาจจะอยู่คนละห้อง

โดยพฤติการณ์อย่างนี้ มีการโทรศัพท์ติดต่อกัน สอดคล้องกันไปหมด กรณีอย่างนี้อย่างน้อยถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือทำให้เกิดเหตการณ์ทำโพยฮั้วแต่ละจังหวัด นอกจากพยานปากนี้แล้ว ยังมี ‘นายดิเรก พรสีมา’ ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งให้การบอกชื่อคนๆ หนึ่ง เคยอยู่กับ รมต.หนุ่มๆ เล่าให้ฟังถึงพฤติการณ์ ตรงกับพยานที่ 16

นายสิทธิโชติกล่าวว่า ในส่วนพยานที่กลับคำให้การ มองว่าไม่น่าจะกลับคำด้วยการถูกข่มขู่ ซึ่งเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่เขาได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ของพรรคนั้น ณ เวลานั้น ใครจะไปขมขู่เขา และอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของนักการเมืองระดับสำคัญด้วย

อีกทั้งการยื่นกลับคำให้การในเวลาที่เราตั้งคณะอนุฯ ที่ 36 แล้ว วันที่ 30 ต.ค.2568 มันห่างจากการให้การนานมาก

“ข้อพิรุธทั้งหลายเหล่านี้ เรามองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือเป็นปลีกย่อย ก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างแล้วเป็นแบบนี้ เสียงข้างน้อย จึงเห็นควรว่าผิดตามข้อหาที่ 1 กับ 2 ต้องไปด้วยกัน ซึ่งท่านประธาน กกต. อาจไม่มีตัวเลขในมือ ท่านบอกกับผมวันนี้ว่า เป็นความเห็นเสียงข้างมาก แต่ผมฟังแล้วไม่ได้ยินแบบนั้น จึงขออนุญาตเรียนว่า มตินั้นไม่มียกเป็นเอกฉันท์ในกลุ่มคนสำคัญ“ กกต.สิทธิโชติ กล่าว

กกต.สิทธิโชติ ยืนยันว่าการออกมาพูดครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกจะฟ้องร้อง ม. 157 เพราะตนมีเหตุผลและข้อวินิจฉัยรองรับชัดเจน และความเห็นต่างในคดีนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความแตกแยกใน กกต. แต่เป็นการพิจารณาตามข้อเท็จจริงและมุมมองของแต่ละท่าน

เมื่อถามถึงรณีที่มีการพาดพิงระดับรัฐมนตรีเป็นคนคิดสูตรฮั้ว สว. กกต.สิทธิโชติ กล่าวว่า
มีพยานพูดถึงบุคคลระดับรัฐมนตรี สส. และบุคคลในพรรคการเมือง แต่เป็นเพียง คำพูดหรือถ้อยคำเท่านั้น ของพยาน 2 ปาก ประเด็นนี้ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ซึ่งคำพูดคนยังเชื่อไม่ได้ทันที ต้องดูว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่

เมื่อถามว่า กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายใช่หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น เชื่อว่าแต่ละคนแยกแยะได้ เรื่องนี้อาจเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างมีเหตุผล มันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุผลของตนสามารถร้อยเรียงกัน หยิบเล็กของการกระทำของแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์รวมกัน ทำให้เห็นว่าที่มาเบื้องหลังอย่างไร คล้ายกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อย ของคำวินิจฉัยการกระทำของพรรคบางพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เป็นแบบนั้น หยิบมารวมกัน ให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อจับมาผสมกันหมดแล้วว่าช้าง นั่นแหละจะทำให้เราเห็นทั้งหมดว่าหน้าตาแบบนี้