“สำราญ”นั่ง ผบ.ตร.ยาว 7 ปี ขอให้ห่วงองค์กรมากกว่าหวงเก้าอี้

6

มติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 12:0 ส่ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)อาวุโสอันดับ 3 ผงาดนั่ง ผบ.ตร. ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของชาวสีกากีและประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด

ยิ่งฟังนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานก.ตร. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวก่อนประชุม ก.ตร. 1 วัน ถึงสเปครอง ผบ.ตร.ที่จะก้าวเป็น ผบ.ตร.ว่า”พูดถึงคำว่าสเปคแล้วขนลุก” ทำให้ชาวสีกากีฟันธงแล้วว่าต้อง พล.ต.อ.สำราญ เพราะต่างทราบกันดีว่าจังหวะก้าวบนถนนสายสีกากีของ พล.ต.อ.สำราญ ไม่ธรรมดา 
                     

พลันที่มติก.ตร.แพร่ออกไปก็ไร้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ แม้จะข้ามอาวุโส 1และ 2 แตกต่างกับยุคที่ ก.ตร.ลงมติอุ้ม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อาวุโสรั้งท้ายเหาะนั่ง ผบ.ตร. ที่เสียงวิจารณ์เชิงลบดังกระหึ่ม ครั้งนี้ที่ไร้เสียงวิจารณ์ เพราะเส้นทางรับราชการของ พล.ต.อ.สำราญ กับ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร อาวุโสอันดับ 2 ไม่ได้แตกต่างกันมากนักแต่พล.ต.อ.สำราญ มีภาษีกว่าที่ครองตำแหน่งหลักๆ ทั้งหัวหน้าโรงพัก สน.ดอนเมือง  ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ขณะเดียวกันแวดวงสีกากีต่างเชื่อมั่นว่าทั้งพล.ต.อ.นิรันดร และพล.ต.อ.ธัชชัย ต่างยอมรับมติ ก.ตร.และไม่เคลื่อนไหวร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ(ก.พ.ค.ตร.)หรือฟ้องศาลปกครองที่ถูกข้ามอาวุโสอย่างแน่นอน

การก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.สำราญ ที่มีอายุราชการอีก 7 ปี ทำให้ตำรวจทั้งอดีตและปัจจุบัน มุ่งหวังว่าจะได้เห็นการวางรากฐานพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบในทุกๆด้านทั้ง ป้องกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวน รวมถึงสวัสดิการที่ตำรวจทุกหน่วยพึงได้รับอย่างทั่วถึงแบบไม่ต้องแบมือขอจากธุรกิจสีเทาเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ซึ่งความมุ่งหวังลักษณะนี้จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. มีอายุราชการ 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปี แต่มักจะกลายเป็นความหวังแบบลมๆแล้งๆ แถมฉุดภาพลักษณ์ขององค์กรตกต่ำอีกต่างหาก เพราะ ผบ.ตร.เหล่านั้นเลือกที่จะหวงเก้าอี้มากกว่าห่วงความเสียหายที่จะเกิดกับองค์กรโดยรวม ด้วยการไปรับใช้นักการเมืองหรือเผด็จการทหารที่กุมอำนาจแบบไร้ศักดิ์ศรี แถมบางคนยอมแม้กระทั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ใกล้ชิดขั้วอำนาจมีบทบาทเหนือตัวเอง

ในอดีตมี ผบ.ตร.บางคน ตำรวจต่างคาดหวังอย่างสูง เพราะก่อนก้าวสู่ตำแหน่งได้โชว์ภาวะผู้นำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เห็นถึงความเสียสละ เอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่ทุกหน้างาน แถมดูแลไปถึงครอบครัวด้วย แต่พอก้าวเป็นผบ.ตร.กลับเกิดอาการหวงเก้าอี้มากกว่าที่จะโชว์ภาวะผู้นำ เพียงเพื่อแลกกับการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองว่า เป็น ผบ.ตร.คนแรกที่เกษียณอายุโดยไม่ถูกเด้งหรือถูกปลด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เชื่อว่าคงไม่พ้นสายตาของพล.ต.อ.สำราญ เพราะอดีตผบ.ตร.เหล่านั้นล้วนเคยเรียกพล.ต.อ.สำราญ ใช้สอยเกือบทุกหน้างาน พอที่จะเป็นบทเรียนให้ พล.ต.อ.สำราญ ได้เก็บเกี่ยวนำไปประยุทธ์ใช้ในการบริหารงานองค์กรตำรวจได้

แต่ที่สำคัญตำรวจทั่วประเทศรวมถึงอดีตตำรวจ ต่างมั่นใจว่าด้วยศักยภาพทั้งบู๊ละบุ๋น ของพล.ต.อ.สำราญ จะช่วยองค์กรตำรวจสู่ความรุ่งเรืองและมีภาพที่ลักษณ์ที่ดีกว่าเดิมได้ แม้จะคาดกันว่าอยู่แค่ 4 ปี แล้วหลีกทางให้พล.ต.ท.จิรภพภูมิริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่กำลังก้าวสู่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.รับไม้ต่อก็ตาม

หากเป็นไปตามที่คาดการณ์นั่งบริหารเพียง 4 ปี เชื่อว่า พล.ต.อ.สำราญ คงบริหารงานด้วยความราบรื่นแบบไม่ต้องหวั่นว่าจะกระเด็นตกเก้าอี้ก่อนกำหนด  เพราะคำสัมภาษณ์ที่ว่า”พูดถึงคำว่าสเปคแล้วขนลุก”ของนายอนุทิน น่าจะการันตีได้ที่สุด

ถึงแม้จะมีองค์ประกอบต่างๆคอยค้ำยันเก้าอี้ ผบ.ตร.ให้อยู่อย่างมั่นคง แต่เชื่อว่าตำรวจทั่วประเทศอยากเห็น”พล.ต.อ.สำราญ นวลมา “บริหารงานแบบห่วงภาพลักษณ์องค์กรให้ดูดีเป็นที่ศรัทธาของประชาชน มากกว่าบริหารแบบหวงเก้าอี้ !!!