สภาผู้บริโภค-เครือข่าย จี้ กสทช. เร่งประชุมแก้วาระค้าง 148 เรื่อง ย้ำกรรมการ 6 คนยังทำหน้าที่ได้ หวั่นล่าช้ากระทบอนาคตดิจิทัลทีวี-ผู้บริโภค

สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงาน กสทช. เรียกร้องเร่งแก้ปัญหาการประชุมบอร์ด กสทช. ที่ล่มต่อเนื่อง พร้อมขอให้สำนักงาน กสทช. แจ้ง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น หวั่นปัญหาความขัดแย้งภายในทำให้งานสำคัญขององค์กรหยุดชะงัก ขณะที่มีวาระค้างพิจารณาถึง 148 เรื่อง

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายฯ และตัวแทนสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ เดินทางมายื่นหนังสือต่อเลขาธิการสำนักงาน กสทช. โดยมีนายรัชตะพงศ์ พินทุเสนีย์ ผู้อำนวยการส่วนประจำสำนักงาน และรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร เป็นผู้รับหนังสือ

นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า การมายื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. เร่งแก้ไขปัญหาการประชุมบอร์ดที่ล่มต่อเนื่อง เนื่องจากเห็นว่ากรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่และเดินหน้าประชุมได้ตามกฎหมาย ไม่ควรปล่อยให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องอยู่ในภาวะไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้

โดยกรรมการ กสทช. ทุกคนมีศักดิ์และฐานะเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มีคนละ 1 เสียง และหากกรรมการบางรายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กรรมการที่เหลือซึ่งมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งยังสามารถประชุมและดำเนินงานต่อได้ เช่นเดียวกับกรณีประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีกลไกให้กรรมการที่เหลือสามารถเดินหน้าการทำงานได้

จึงเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำงานของกรรมการทั้ง 6 คน เพื่อให้สามารถประชุม ลงมติ และตัดสินใจในประเด็นสำคัญที่ค้างอยู่ได้ตามกฎหมาย

นางสาวสุภิญญา ระบุว่า ขณะนี้มีวาระค้างพิจารณาถึง 148 วาระ โดยมีหลายเรื่องที่มีความเร่งด่วน โดยเฉพาะอนาคตของโทรทัศน์ระบบดิจิทัล หรือ DTV รวมถึงการบริหารจัดการโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งมีการลงทุนไปแล้วและถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ หากปล่อยให้การพิจารณาล่าช้า อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

พร้อมเปรียบเทียบว่า ขณะนี้อนาคตของดิจิทัลทีวีอยู่ในภาวะเหมือน “ผู้ป่วยในห้อง ICU” ขณะที่กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนเปรียบเสมือนแพทย์ที่พร้อมเข้าไปรักษา แต่สำนักงานกลับเป็นผู้ขวางไม่เปิดทางให้เข้ารักษา จึงต้องการให้เปิดทางให้กรรมการสามารถทำหน้าที่ได้โดยเร็ว

ด้านนายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. กล่าวว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลือทั้ง 6 คนสามารถดำเนินการประชุมได้ และมีกลไกตามกฎหมายในการแก้ไขสถานการณ์ โดยสามารถประชุมเพื่อเลือกประธานชั่วคราว ก่อนจัดประชุมเพื่อเลือกประธานตัวจริง และเดินหน้าพิจารณาวาระต่าง ๆ ที่คั่งค้าง

นายเมธา ยกตัวอย่างกรณีเมื่อปี 2560 ที่ตำแหน่งประธาน กสทช. ว่างลง โดยกรรมการที่เหลือและสำนักงาน กสทช. สามารถนัดประชุมวาระพิเศษและเลือกประธานคนใหม่ได้ภายในวันถัดมา โดยไม่มีช่วงเวลาที่องค์กรต้องหยุดชะงัก

พร้อมเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน โดยเฉพาะกรรมการด้านกฎหมาย แสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงขอให้สำนักงาน กสทช. พิจารณาแนวทางดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ปัญหาภายในองค์กรกระทบต่อภารกิจและประโยชน์ของประชาชน

ขณะที่นายชาคริต ดิเรกวัฒนะชัย อุปนายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีเวลาเตรียมตัวและวางแผนดำเนินธุรกิจ จึงต้องการให้ กสทช. เร่งกำหนดแนวทางและโรดแมปที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของโทรทัศน์ระบบดิจิทัล

นายชาคริต ย้ำว่า ความมั่นคงของโทรทัศน์ดิจิทัลมีความสำคัญทั้งต่อประเทศและผู้บริโภค โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ เนื่องจากโทรทัศน์ภาคพื้นดินยังเป็นช่องทางที่ประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตหรือสมัครสมาชิก

ทั้งนี้ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ระบุว่า ได้ยื่นหนังสือถึง กสทช. มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรมจากปัญหาการประชุมบอร์ด จึงเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดประชุมเพื่อพิจารณาทั้งเรื่องอนาคตดิจิทัลทีวีและวาระสำคัญอื่น ๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อไม่ให้ความล่าช้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะ