วงการพระเครื่องและศิษยานุศิษย์สายศรัทธาต่างจับตา เมื่อ “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งแดนอีสาน เมตตาประกอบพิธีนั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยว ปลุกเสก “เหรียญหลวงพ่อสามสี” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดบวรมงคลราชวรวิหาร เป็นกรณีพิเศษ ท่ามกลางแรงศรัทธาของประชาชนและศิษยานุศิษย์ที่หลั่งไหลร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2569 ที่ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท บ้านแกเปะ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา เมื่อมีการนำ “เหรียญหลวงพ่อสามสี” เข้าสู่พิธีพุทธาภิเษกและรับเมตตาจาก “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” นั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยว ปลุกเสกด้วยบทสวดพุทธมนต์ตามแนวทางครูบาอาจารย์จนเสร็จสิ้นพิธี
นายชาติชาย สุขสมนึก อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าบวรมงคล เปิดเผยว่า นายชุมศักดิ์ ใจอ่อนน้อม นายกสมาคมศิษย์เก่าบวรมงคล พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ ได้มอบหมายให้ตนดำเนินการจัดสร้าง “เหรียญหลวงพ่อสามสี” โดยมีเจตนาสำคัญเพื่อสืบทอดความศรัทธาที่ศิษย์เก่าและประชาชนมีต่อ “หลวงพ่อสามสี” พระพุทธรูปประจำวัดบวรมงคลราชวรวิหาร ตลอดจนรำลึกถึงพระเถระผู้มีคุณูปการต่อโรงเรียนวัดบวรมงคล
ความพิเศษของการจัดสร้างครั้งนี้ มิได้อยู่เพียงความงดงามของพุทธศิลป์ หากแต่อยู่ที่ “เจตนาแห่งการสร้าง” ซึ่งคณะผู้จัดสร้างยืนยันชัดเจนว่า รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะมอบให้สมาคมศิษย์เก่าบวรมงคล เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลน และสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนในโอกาสต่อไป เรียกว่า “สร้างพระเพื่อสร้างคน–สร้างศรัทธาเพื่อต่อยอดการศึกษา” อย่างแท้จริง

สำหรับ “เหรียญหลวงพ่อสามสี” จัดสร้างเป็นเหรียญทรงกลม เนื้อนาค จำนวน 1,999 เหรียญ ส่วนชุดกรรมการจัดสร้างรวม 3 เหรียญ ประกอบด้วย เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญนาค บรรจุรวมในกล่องเดียวกัน
ด้านหน้าเหรียญประดิษฐานรูป “หลวงพ่อสามสี” ขณะที่ด้านหลังประดิษฐานรูปเหมือน “พระศรีวิสุทธิวงศ์” อดีตรองเจ้าอาวาสวัด ผู้ก่อตั้งโรงเรียนวัดบวรมงคล และรูปเหมือน “พระเทพมงคลญาณ” พระเถระผู้สืบสานและพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
พระเถระทั้งสองรูปนับเป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อโรงเรียน เป็นที่เคารพศรัทธาของคณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนในชุมชนโดยรอบวัดมาอย่างยาวนาน

วัดบวรมงคลราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เดิมมีชื่อว่า “วัดลิงขบ” ถือเป็นวัดเก่าแก่ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและความศรัทธาของประชาชนในพื้นที่มายาวนาน
ที่สำคัญ “เหรียญหลวงพ่อสามสี” รุ่นนี้ ผ่านวาระอธิษฐานจิตจากพระเกจิเถระสายกรรมฐานมาแล้วถึง 2 วาระสำคัญ
วาระแรก ได้รับเมตตาจาก “หลวงปู่เวิน คุเณสโก” หรือ พระราชวัชราจารโสภณ พระเกจิเถระสายกรรมฐานผู้ปฏิบัติดี และเป็นสหธรรมิกใกล้ชิดของหลวงปู่ศิลา สิริจันโท พร้อมด้วยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังใน จ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสก
กระทั่งวาระที่สอง ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญยิ่ง “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” เมตตารับเหรียญหลวงพ่อสามสีเข้าสู่พิธี พร้อมนั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยวเป็นกรณีพิเศษ

ในความเชื่อของศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธา วาระอธิษฐานจิตโดยพระเกจิผู้เป็นที่เคารพนับถือ ถือเป็นมงคลสำคัญของวัตถุมงคล ขณะที่คณะผู้จัดสร้างมุ่งหวังให้เหรียญรุ่นนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เตือนสติผู้บูชาให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี และระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์
นายชาติชายกล่าวว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีพุทธาภิเษก ตนในฐานะตัวแทนคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าบวรมงคล ได้นำ “เหรียญหลวงพ่อสามสี ชุดกรรมการ” จำนวน 3 เหรียญ ประกอบด้วยเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญนาค ถวายแด่หลวงปู่ศิลา สิริจันโท
“หลวงปู่เมตตารับเหรียญไว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เป็นภาพที่สร้างความปลาบปลื้มแก่คณะผู้จัดสร้างอย่างหาที่สุดมิได้ ความเมตตาของหลวงปู่ในครั้งนี้ ถือเป็นสิริมงคลอย่างสูงต่อสมาคม ศิษย์เก่า และผู้มีส่วนร่วมในการจัดสร้างทุกคน”

นายชาติชายกล่าวด้วยว่า เจตนาของการสร้างเหรียญครั้งนี้ มิได้มุ่งหวังในเชิงพุทธพาณิชย์ แต่ต้องการให้ศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรมงคลทุกรุ่น รวมถึงพุทธศาสนิกชนและประชาชนรอบวัดที่เคารพศรัทธา “หลวงพ่อสามสี” ได้มีเหรียญไว้สักการบูชา เป็นอนุสติและเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ พร้อมนำพลังศรัทธาที่เกิดขึ้นกลับคืนสู่เด็กและเยาวชน ผ่านทุนการศึกษาและกิจกรรมของโรงเรียน
นับเป็นวัตถุมงคลอีกหนึ่งรุ่นที่ “เรื่องราวชัด–พิธีดี–เจตนาบริสุทธิ์” ผ่านการอธิษฐานจิตจากพระเกจิเถระสายกรรมฐานถึง 2 วาระสำคัญ โดยเฉพาะวาระพิเศษที่ “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” เมตตานั่งปรกอธิษฐานจิตเดี่ยว

เหนือสิ่งอื่นใด คุณค่าของ “เหรียญหลวงพ่อสามสี” อาจมิได้อยู่ที่เนื้อโลหะหรือจำนวนการจัดสร้างเพียงเท่านั้น แต่อยู่ที่แรงศรัทธาของศิษย์ต่อครู ความกตัญญูต่อสถาบัน และเจตนาแห่งการ “สร้างพระ–สร้างบุญ–สร้างอนาคตทางการศึกษา” ให้แก่ลูกหลานโรงเรียนวัดบวรมงคลสืบไป

