ถ้า”อนุทิน”จะกู้ความนิยมรัฐบาลคืน ทำได้ง่ายๆแค่ลุยจัดการคดีโกง แก้ปากท้อง-ลดต้นทุนพลังงาน

8

พลันที่ผลคะแนนรัฐบาลตกต่ำ นายอนุทิน ชายวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมรัฐมนตรีแบบนอกรอบเพื่อกระตุ้นให้ช่วยกันทำงานและช่วยกันประชาสัมพันธ์ผลงานของแต่ละกระทรวง พร้อมสัมภาษณ์หลังประชุม ว่า”รัฐบาลสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่ คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความอาจจะไม่ได้เน้นตรงนี้ ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร ได้ตำหนิไปหลายคน


               “ขณะที่จีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)ก็โต เงินลงทุนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นเสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด การจัดความน่าเชื่อถือสูงขึ้น การเข้าสู่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD)หลายประเทศยืนยันสนับสนุนจากแทบทุกประเทศ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทย ว่ามีอนาคตสดใส มีโอกาสที่ดีเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในโลก…”นายอนุทินระบุ


              ถ้าตีความตามเนื้อหานายอนุทินน่าจะหมายถึงว่าผลงานในลักษณะดังกล่าวทำไมบรรดารัฐมนตรีและทีมงานโฆษกรัฐบาลถึงไม่นำเสนอให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบว่ารัฐบาลได้สร้างผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ


             แต่ถ้าจับกระแสตามสื่อหลักและสื่อโซเชียลที่ประชาชนทุกคนมีอยู่ในมือ บ่งบอกได้ว่าที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่รับรู้หรือรับทราบผลงานของรัฐบาล แต่มาจากความไร้ศักยภาพในการบริหารประเทศของทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมากกว่า โดยเฉพาะประเด็นที่ส่อว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่อยู่ในเครือข่ายของรัฐมนตรี และกลุ่มทุนที่สนับสนุนรัฐบาล รวมถึงการทุจริตต่างๆที่เกี่ยวโยงกับคนในรัฐบาล


             ซึ่งแต่ละประเด็นแต่ละคดีรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเลยว่ามีการจัดการอย่างจริงจัง แม้แต่บทบาทของนายอนุทินไม่ค่อยน่าเชื่อถือเช้าพูดอย่างเย็นพูดอย่าง ถัดมาวันรุ่งขึ้นกลับทำตรงข้ามกับคำพูด อาทิ วันที่ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ยกประเด็นรองฯผู้ว่าภูเก็ตจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต นายอนุทินบอกว่าปัญญาอ่อน รองผู้ว่าฯจะย้ายผู้ว่าฯได้อย่างไร ถัดวันรุ่งขึ้นผู้ว่าฯภูเก็ตถูกเด้งข้ากรุ


         หรือการแก้ปัญหาราคาน้ำมันช่วงวิกฤตสงคราม ก็ล้มเหลวชาวบ้านต้องไปนอนต่อคิวหน้าปั๊มเพื่อซื้อน้ำมัน ทั้งที่นายอนุทินบอกว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึงหกเดือนแถมส่งออกให้ลาวและพม่าได้วันละ 5 แสนลิตร จังหวะนั้นมีการตั้งข้อสงสัยว่ามีไอ้โม่งอมน้ำมัน นายอนุทินบอกว่าไม่มี  


           ชาวบ้านเข้าคิวซื้อและเติมน้ำมันอยู่หลายวันแถมจำกัดจำนวนอีกต่างหาก พอสบโอกาสนายทุนน้ำมันขึ้นราดารวดเดียว 6 บาท ทุกปั๊มมีน้ำมันขายอย่างเต็มที่


          ครั้นร้องเรียนให้สอบสวนหาตัวไอ้โม่งมาดำเนินคดี กระทรวงยุติธรรมและตำรวจเด้งรับ ลุยสอบสวนมาเกือบสองเดือนตามหาไอ้โม่งไม่เจอ มีแต่ปลาซิวปลาสร้อยที่ออกมารับแทนนายทุนแถมคดียังอืดเหมือนเรือเกลือ จนชาวบ้านรู้สึกได้ว่าไอ้โม่งตัวจริงได้ถอนทุนคืนจากการจ่ายเงินซื้อเสียงไปเรียบร้อยแล้ว


            ยิ่งมาเจอคดีโกงทุจริตสอบบรรจุข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่นที่สื่อต่างชาติมองว่าเป็นฝีมือขององค์กรอาชญากรรม เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ที่นายอนุทิน นั่งกุมบังเหียน ผลการสอบสวนมีความคืบหน้าถึงขั้นตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการ 5 คน มาพร้อมกับคำถามว่านายอนุทินเอาจริงแค่ไหน เพราะคุยโวว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม แต่ข้าราชการระดับสูงที่ถูกสังคมคลางแคลงใจว่ามีเอี่ยวทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านกลับไม่สั่งการให้สอบสวนแต่อย่างใด 


            หรือประเด็นแก้ปัญหาปากท้อง ชาวบ้านไม่ได้เกิดความรู้สึกสัมผัสได้เลยว่ารัฐบาลจะมีแนวทางแก้ปัญหาให้อยู่ดีกินดีอย่างไร มีช่องทางไหนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง หรือสินค้าเกษตรตกต่ำกว่าจะได้ราคาเพิ่มขึ้นต้องรวมตัวกันประท้วงถึงจะได้รับการแก้ไข


             แม้จะออกมามาตรการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยได้เวลาสั้นๆ จะคึกคักช่วงต้นเดือน ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ก็ซบเซาแล้ว แถมเงินจากโครงการนี้ผันเข้ากระเป๋าทุนใหญ่อย่างสบายเฉิบ ไม่แตกต่างกับรถพุ่มพวงที่เปิดตัวคึกคัก แต่กระจายสินค้าได้ไม่ทั่วถึงแถมเสียงตอบรับน้อยมาก


            ที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ไม่ได้ดำเนินการอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ยังไม่นับรวมปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดทั้งยาบ้า ยาไอซ์ เฮโรอีน โดยเฉพาะกัญชาที่พรรคภูมิใจไทย ผลักดันให้หลุดบัญชียาเสพติด จนกลายเป็นปัญหาที่ต่างชาติดูแคลนไทยว่าเป็นแหล่งส่งออกรายใหญ่ของโลก


            ดังนั้นถ้านายอนุทิน อยากเรียกคะแนนศรัทธาคืน ทำได้ไม่ยากแถมไม่ต้องสั่งให้บรรดารัฐมนตรีออกมาตีปิ๊บผลงาน เพียงแค่สั่งทุกกระทรวงเดินหน้าสะสางปัญหาให้จบโดยเร็ว รวมถึงสั่งลดราคาพลังงานและลดราคาสินค้าต่างๆทันทีเพราะราคาน้ำมันลดลงทั่วโลกแล้ว และที่สำคัญคดีทุจริตทั้งหลายต้องกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังนำมาประจานให้สังคมเห็นแล้วสั่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด รับรองได้ว่าศรัทธาจะกลับมาแบบถล่มทลาย


        ยิ่งสั่งลุยคดีเขากระโดงกับคดีฮั้วเลือกส.ว.ไปพร้อมๆกันแบบไม่ลูบหน้าปะจมูก แม้จะยิกเล็บเจ็บเนื้อบ้าง รับรองได้เลยคะแนนนิยมจะพุ่งปรี๊ด แถมวลีเด็ดปิดชื่อถือพฤติกรรม จะไม่ถูกนำไปเสียดสีหรือล้อเลียนเหมือนปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน !!!