“สุชาติ” ส่ง “พยัคฆ์ไพร” ตรวจป่าสงขลา พบทุนจีนแอบใช้พื้นที่ 103 ไร่  จนท.แจ้งความ กก.บริษัท ทันควัน

7

กรุงเทพฯ, 25 ส.ค. – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย กรณีพลเมืองดีร้องเรียนให้ตรวจสอบการประกอบกิจการของบริษัท ไทฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังได้รับผลกระทบจากกลิ่นและน้ำเสียจากการแปรรูปยางพารา พร้อมกำชับหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

“ผมยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้นายทุนหรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นทุนกลุ่มใดหรือมีสัญชาติใด หากผิดกฎหมายต้องดำเนินคดี ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน” นายสุชาติ กล่าว

พยัคฆ์ไพร

ด้านนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) ร่วมกับชุดเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ “พยัคฆ์ไพร” เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่ ลงตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน ผลการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์รวม 103 ไร่ 52 ตารางวา มีสิ่งปลูกสร้าง 27 รายการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างละเอียด ก่อนพบว่า ไม่มีเอกสารอนุญาตให้บริษัทใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งความกล่าวโทษกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำนวน 6 ราย ได้แก่ นายหยาง ฝูเหวิน ประธานบริษัท นายหลักชัย กิตติพล กรรมการกิตติมศักดิ์ นายว่าน ต้าซาน นายโจ ปิงซิง น.ส.หยวน หยวน และนายหวัง เหลียง กรรมการบริษัท โดยระบุว่าพบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลสัญชาติจีน ในฐานความผิดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตำเสา จังหวัดสงขลา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

พยัคฆ์ไพร

นายสุชาติ กล่าวว่า กระทรวง ทส. จะเดินหน้าจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศ ไม่ปล่อยให้นายทุนเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ สำหรับขั้นตอนต่อไป กรมป่าไม้จะเร่งดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อให้ผู้กระทำผิดและบริวารหยุดดำเนินการและออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป