ป.ป.ส.นำสื่อลงพื้นที่รพ.เกาะสมุยดูงานบำบัดเฝ้าระวังยาเสพติด อึ้งพบเด็กติดเฮโรอีนอายุ 13 ปี เสี่ยงกัญชาปนเฮโรอีน

4

เลขาธิการฯ ป.ป.ส. นำสื่อดูโมเดลบำบัดผู้ติดยาเสพติดโรงพยาบาลเกาะสมุย เผยผู้เข้าบำบัดเฮโรอีนมีแนวโน้มลดลง แต่ยังพบผู้ป่วยอาการรุนแรงจากกัญชาและแอมเฟตามีนต่อเนื่อง พร้อมเตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยสุดเพียง 13 ปี และมีบางรายเข้าใจว่าใช้กัญชา แต่ผลตรวจพบเฮโรอีนปะปน ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเข้มสกัดยาเสพติดในพื้นที่ท่องเที่ยวทุกเส้นทาง

วันที่ 7 ก.ค.69 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดโรงพยาบาลเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.จักรกฤช สุวรรณเทพ ผู้อํานวยการโรงพยาบาลเกาะสมุย, นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ โลโก้โล่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนตัวแทนผู้บริหารโรงพยาบาลเกาะสมุยให้การต้อนรับและบรรยายเกี่ยวกับการทํางานยาเสพติด

โดย พญ.บุญกุล โลกะพันธุ์ จิตแพทย์และหัวหน้ากลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลเกาะสมุย ได้กล่าวถึงแนวทางการบำบัดรักษายาเสพติดของโรงพยาบาลเกาะสมุย โดยนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ อ.เกาะสมุย ตลอดจนแนวทางการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยแบบครบวงจร เพื่อรองรับปัญหาการใ เขาเรียกอะไรช้สารเสพติดที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขในพื้นที่

พญ.บุญกุล กล่าวว่าเกาะสมุยตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 105 กิโลเมตร สามารถเดินทางได้ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล มีพื้นที่ประมาณ 227 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 7 ตำบล 39 หมู่บ้าน โดยโรงพยาบาลเกาะสมุยเป็นโรงพยาบาลของรัฐเพียงแห่งเดียวในพื้นที่ ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในการให้บริการด้านสาธารณสุข

แม้ว่าประชากรตามทะเบียนราษฎรจะมีประมาณ 74,860 คน แต่ยังมีประชากรแฝงจำนวนมาก ทั้งแรงงานย้ายถิ่น นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว ส่งผลให้ภาระด้านการดูแลสุขภาพของพื้นที่สูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียน

ปัจจุบันโรงพยาบาลเกาะสมุยเป็นโรงพยาบาลระดับ M1 ขนาด 166 เตียง และอยู่ระหว่างการขยายเป็น 200 เตียง ภายใต้นโยบายพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล มีนายแพทย์จักกรีต สุวรรเทพ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมรองผู้อำนวยการฝ่ายต่าง ๆ รวม 8 ฝ่าย

ด้านทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลมีแพทย์ 53 คน พยาบาล 165 คน แพทย์เฉพาะทาง 38 คน ครอบคลุม 16 สาขา รวมบุคลากรทั้งสิ้น 627 คน โดยบุคลากรส่วนใหญ่เป็นคนรุ่น Generation Y คิดเป็นร้อยละ 59.5 ซึ่งอยู่ในช่วงวัยทำงานที่มีประสบการณ์ระดับต้นถึงปานกลาง

สำหรับปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ นอกจากโรคทางกายและภาวะฉุกเฉินแล้ว ปัญหาการใช้สารเสพติดยังถือเป็นโรคสำคัญเฉพาะพื้นที่ โดยพบว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชาชนเกาะสมุยอยู่ที่ 73.02 ปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะเพศชายที่มีอายุคาดเฉลี่ยเพียง 67.49 ปี

ข้อมูลการสูญเสียปีสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรย้อนหลัง 3 ปี พบว่าสาเหตุสำคัญลำดับแรกเกิดจากโรคประจำตัว รองลงมาคืออุบัติเหตุทางถนน และอันดับที่สามเกิดจากผลกระทบของการใช้สารเสพติด คิดเป็นร้อยละ 18.5 โดยพบมากในกลุ่มอายุ 20-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 35.82 และช่วงอายุ 40-60 ปี คิดเป็นร้อยละ 14.47 สะท้อนว่าปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบต่อประชากรวัยแรงงานอย่างชัดเจน

พญ.บุญกุล กล่าวว่า กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลเกาะสมุยได้ดำเนินการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 ปัจจุบันมีทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยจิตแพทย์และพยาบาลจิตเวชเฉพาะทาง ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

ด้านสถานการณ์ผู้ป่วยยาเสพติดในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 พบว่า การบำบัดแบบผู้ป่วยนอกในปี 2567 มีผู้ใช้แอมเฟตามีนเข้ารับการรักษาสูงสุด 112 ราย รองลงมาเป็นเฮโรอีน 49 ราย และกัญชา 1 ราย ขณะที่ปี 2568 ผู้เข้ารับการบำบัดสูงสุดเปลี่ยนเป็นผู้ใช้เฮโรอีน 38 ราย รองลงมาแอมเฟตามีน 27 ราย และกัญชา 1 ราย ส่วนปี 2569 ผู้ใช้เฮโรอีนยังคงสูงสุด 39 ราย รองลงมาแอมเฟตามีน 27 ราย และกัญชา 1 ราย

จากข้อมูลพบว่า จำนวนผู้ใช้เฮโรอีนที่เข้ารับการบำบัดมีแนวโน้มลดลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ใช้บางส่วนเปลี่ยนไปใช้กระท่อมทดแทน ขณะที่จำนวนผู้ใช้แอมเฟตามีนและกัญชาที่เข้ารับการบำบัดแบบผู้ป่วยนอกมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผู้ป่วยในกลับพบแนวโน้มที่น่ากังวล โดยปี 2567 ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาและต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลมีจำนวนสูงสุด 36 ราย รองลงมาแอมเฟตามีน 13 ราย และเฮโรอีน 3 ราย ปี 2568 ผู้ป่วยกัญชา 28 ราย แอมเฟตามีน 22 ราย และเฮโรอีน 2 ราย ส่วนปี 2569 ผู้ป่วยกัญชายังคงสูงสุด 20 ราย รองลงมาแอมเฟตามีน 17 ราย และเฮโรอีน 3 ราย

พญ.บุญกุล ระบุว่า ผู้ป่วยที่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีอาการรุนแรง เช่น ประสาทหลอน หูแว่ว หลงผิด หรือมีพฤติกรรมก่อความรุนแรงในชุมชน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบเพิ่มขึ้น แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยนอกจะลดลงก็ตาม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาและแอมเฟตามีน จึงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพระบบบริการสาธารณสุขให้สามารถรองรับผู้ป่วยอาการรุนแรงได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบันโรงพยาบาลเกาะสมุยมีห้องแยกสำหรับดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการรุนแรงจำนวน 2 ห้อง เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย บุคลากร และประชาชน

สำหรับแนวทางการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดของโรงพยาบาลเกาะสมุย ดำเนินการตามกระบวนการดูแลแบบครบวงจร 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะแรก การประเมินผู้ป่วย โดยประเมินสัญญาณชีพ อาการอยากยา และอาการถอนยาในผู้ใช้สารเสพติดทุกประเภท เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

ระยะที่สอง เป็นระยะบำบัดรักษาและเลิกสารเสพติด มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยสามารถหยุดใช้สารเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการในระบบผู้ป่วยนอก

ระยะที่สาม เป็นการติดตามดูแลต่อเนื่องโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อป้องกันการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ พร้อมประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัจจัยทางสังคมของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนระยะสุดท้าย คือการฟื้นฟูสมรรถภาพและคืนผู้ป่วยสู่ชุมชน โดยส่งเสริมการประกอบอาชีพ การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ตลอดจนใช้แนวทางลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) ควบคู่กับระบบติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน ลดโอกาสการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

พญ.บุญกุล กล่าวด้วยว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้สารเสพติดสามารถอธิบายได้ด้วย ทฤษฎีสารเสพติดนำทางซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน โดยงานวิจัยจำนวนมากพบว่า เยาวชนที่เริ่มใช้บุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่นได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้สารเหล่านี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์การใช้สารเสพติดในปัจจุบัน เนื่องจากเมื่อสารเสพติดชนิดใดสามารถเข้าถึงได้ง่าย หาซื้อได้สะดวก และมีราคาไม่สูง ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ทดลองและพัฒนาไปสู่การใช้สารเสพติดที่มีความรุนแรงมากขึ้นในที่สุด

สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดรักษาการติดเฮโรอีน ส่วนใหญ่พบว่าใช้เฮโรอีนเป็นสารเสพติดหลัก เนื่องจากเป็นสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง มีอาการพึ่งพาสูง และเกิดอาการถอนยาอย่างชัดเจน จึงนับเป็นหนึ่งในสารเสพติดที่รักษาได้ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายยังมีการใช้สารเสพติดชนิดอื่นร่วมด้วย โดยมักเป็นสารที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในพื้นที่ เพื่อนำมาเสริมฤทธิ์ เพิ่มความเคลิบเคลิ้ม หรือช่วยให้นอนหลับ

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ป่วยติดเฮโรอีนที่มีอายุน้อยที่สุดที่เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลเกาะสมุยมีอายุน้อยที่สุดเพียง 13 ปี โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว เนื่องจากมีญาติหรือบุคคลใกล้ชิดใช้สารเสพติด ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงและเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวได้ง่าย ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาในที่สุด

นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยบางรายเข้าใจว่าตนเองใช้เพียงกัญชา แต่ผลตรวจกลับพบสารเฮโรอีนร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการปนเปื้อนหรือการผสมสารเสพติดชนิดอื่นในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้สารเสพติดที่ผู้เสพอาจไม่ทราบชนิดของสารที่ได้รับจริง

ในด้านผลกระทบต่อสมอง พญ.บุญกุล อธิบายว่า สารเสพติดทุกชนิดส่งผลกระทบต่อสมองในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ในเด็กและเยาวชนจะส่งผลกระทบมากกว่า เนื่องจากสมองยังอยู่ระหว่างการเจริญเติบโต โดยเฉพาะการใช้กัญชาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18-20 ปี ซึ่งงานวิจัยพบว่าส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง สติปัญญา (IQ) และการเรียนรู้โดยตรง จึงไม่แนะนำให้เด็กและเยาวชนใช้กัญชาในทุกกรณี

สำหรับแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเฮโรอีนที่เข้ารับการบำบัดลดลงนั้น แพทย์หญิงบุญกุล ระบุว่า ผู้ป่วยบางส่วนหันไปใช้สารออกฤทธิ์ในกลุ่มโอปิออยด์ชนิดอื่นทดแทนชั่วคราว เมื่อไม่สามารถเข้ารับบริการรับยาเมทาโดนตามนัด เช่น ติดภารกิจการทำงาน หรือเดินทางไปต่างจังหวัด โดยผู้ป่วยบางรายให้ข้อมูลว่าสารดังกล่าวสามารถช่วยลดอาการอยากยาและบรรเทาอาการถอนยาได้ในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลเกาะสมุยยังคงมีระบบติดตามผู้ป่วยที่ขาดนัดอย่างต่อเนื่อง โดยทีมสหวิชาชีพจะโทรศัพท์สอบถามถึงสาเหตุของการไม่มารับการรักษา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการดูแลต่อไป ซึ่งข้อมูลที่ได้รับส่วนใหญ่พบว่า ผู้ป่วยติดภาระงาน เดินทางออกนอกพื้นที่ หรือใช้สารชนิดอื่นทดแทนเป็นการชั่วคราว ก่อนจะกลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอีกครั้งเมื่อมีความพร้อม ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาระบบติดตามและการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดของทีมสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้านนายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สถานการณ์การใช้สารเสพติดในพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีลักษณะแตกต่างจากหลายพื้นที่ของประเทศ เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เกาะสมุยและเกาะพะงัน มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีการใช้สารเสพติดหลากหลายประเภท อาทิ เฮโรอีน ไอซ์ และยาอี ส่งผลให้รูปแบบปัญหายาเสพติดในพื้นที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน สารเสพติดที่น่าเป็นห่วงในพื้นที่คือการบริโภคน้ำกระท่อม โดยไม่ต้องการใช้คำว่าการแพร่ระบาด เนื่องจากการใช้ใบกระท่อมเป็นวิถีที่มีมาอย่างยาวนานในบางชุมชน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและน่ากังวลในปัจจุบัน คือการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคไปสู่เด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสังคมในระยะยาว

นายจักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าปฏิบัติการสกัดกั้น ตรวจค้น และจับกุมยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้าสู่พื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่าอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าขบวนการลักลอบนำยาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลยุทธ์ในการซุกซ่อนยาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่

จากการสืบสวนพบว่า ในหลายกรณี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ครอบครองยาเสพติดไม่ได้ซื้อสารเสพติดจากผู้จำหน่ายในพื้นที่ แต่เป็นการลักลอบนำติดตัวเข้ามาตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าสู่เกาะ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทุกช่องทางการเดินทาง ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติดเข้าพื้นที่ท่องเที่ยว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจค้น จับกุม และตรวจยึดยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน โดยเฉพาะยาเสพติดที่นิยมใช้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวและงานปาร์ตี้ อาทิ เฮโรอีน แอมเฟตามีน ยาอี และยาเค ซึ่งเป็นกลุ่มสารเสพติดที่มีการลักลอบนำเข้ามาใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นระยะ

สำหรับกรณีที่มีข้อสังเกตว่าเกาะสมุยอาจถูกใช้เป็นจุดพักหรือศูนย์กลางกระจายยาเสพติดไปยังพื้นที่อื่นของภาคใต้ ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดไอซ์น้ำหนักประมาณ 2 ตัน ได้ที่ท่าเรือเฟอร์รี่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีปลายทางมุ่งหน้าไปยังเกาะสมุยนั้น นายจักรกฤษณ์ ชี้แจงว่า จากข้อมูลของจังหวัด ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเกาะสมุยเป็นศูนย์กลางกระจายยาเสพติดไปยังจังหวัดอื่น โดยยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายและบริโภคภายในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก