หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมกองปราบบุกรวบคาภูเก็ต มือยิงภรรยาปี 49 เปลี่ยนชื่อพรางตัว หนีคดีนานเกือบ 20 ปี สุดท้ายไม่รอดก่อนหมดอายุความ

กองปราบบุกรวบคาภูเก็ต มือยิงภรรยาปี 49 เปลี่ยนชื่อพรางตัว หนีคดีนานเกือบ 20 ปี สุดท้ายไม่รอดก่อนหมดอายุความ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป.และ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังจับกุม นายไสว อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.517/2549 ลงวันที่ 17 ก.ย.49 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ, พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ” ได้ บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

สืบเนื่องจากเมื่อปี 2549 ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .22 ยิงภรรยาจนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป สาเหตุมาจากความหึงหวง ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ หลังเกิดเหตุผู้ต้องหาได้หลบหนีไปกบดานตามจังหวัดต่างๆ โดยเปลี่ยนชื่ออำพรางตน และขาดการติดต่อกับทางบ้านเพื่อป้องกันตำรวจตามแกะรอยจับกุม 

หลังเวลาผ่านมาเกือบจะครบ 20 ปี คดีดังกล่าวจะครบกำหนดอายุความในเดือนกันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.3 บก.ป. ได้เร่งแกะรอยติดตามเบาะแสทุกช่องทาง เพื่อนำตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ก่อนคดีขาดอายุความ 

จากการสืบสวนจนพบเบาะแสสำคัญ ว่าผู้ต้องหาได้เปลี่ยนชื่อ – สกุล เพื่ออำพรางตัว และใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จึงนำกำลังลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งสามารถเข้าจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนศรีสุทัศน์ จ.ภูเก็ต สิ้นสุดการหลบหนีที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ

สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าสาเหตุของคดีเกิดจากความหึงหวง และความหวาดระแวงว่าภรรยาจะมีความสัมพันธ์กับชายอื่น จนเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง ก่อนใช้อาวุธปืนยิงภรรยาจำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินใจนั่งโดยสารรถประจำทาง หลบหนีเข้ากรุงเทพฯ ไปอาศัยอยู่กับน้องสาวในระยะแรก พร้อมนำอาวุธปืนขนาด .22 ที่ใช้ก่อเหตุ ไปขายให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในราคา 4,000 บาท เพื่อนำเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการหลบหนี 

ผู้ต้องหา รับอีกว่า จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อ – สกุลเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนโยกย้ายที่พักอาศัยไปตามจังหวัดต่างๆ ทั้งเชียงใหม่, นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต โดยประกอบอาชีพช่างเชื่อมเพื่อหาเลี้ยงชีพ พร้อมตัดการติดต่อกับญาติพี่น้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีใครเชื่อมโยงไปถึงตัวได้ กระทั่งมาถูกตำรวจจับกุมดังกล่าว จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img