สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เดินหน้ายกระดับ “เมืองแห่งการเรียนรู้” (Learning City) เชื่อมโยงองค์ความรู้จาก 4 พื้นที่ต้นแบบ ได้แก่ จังหวัดตรัง จังหวัดปัตตานี จังหวัดตาก และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่ Thailand Learning City Platform (TLCP) และ OKMD Knowledge Portal พร้อมพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (API) และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สร้างฐานข้อมูลการเรียนรู้ระดับชาติ ขยายโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต และวางรากฐาน “ระบบนิเวศการเรียนรู้ของประเทศ” (National Learning Ecosystem) อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจาก Thailand Learning City Award 2025 โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ของพื้นที่ต้นแบบเข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกัน ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ งานวิจัย การออกแบบบริการสาธารณะ และการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

โดยในระยะแรก OKMD ตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคีเครือข่ายไม่น้อยกว่า 7 หน่วยงาน พร้อมพัฒนา Thailand Learning City Platform (TLCP) และ OKMD Knowledge Portal ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของประเทศ รองรับผู้ใช้งานไม่น้อยกว่า 10,000 คนต่อปี เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะอาชีพ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ของเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง
ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า การดำเนินงานเป็นความร่วมมือระหว่าง OKMD กับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรมการเรียนรู้ เชื่อมโยงองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่ระบบกลาง และสร้างเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สามารถแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ OKMD ยังมีแผนพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (API) และประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบค้นองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการให้บริการข้อมูลที่ตอบโจทย์ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้เด็ก เยาวชน ผู้ประกอบการ และกลุ่มเปราะบาง เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้สะดวก รวดเร็ว และตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า หัวใจของการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูล แต่คือการทำให้องค์ความรู้ของแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ การวิจัย การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม และการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
“เมืองแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง ต้องมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เมื่อองค์ความรู้จากแต่ละพื้นที่สามารถแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ จะช่วยให้การพัฒนาคน พัฒนาเมือง และการออกแบบนโยบายสาธารณะมีความแม่นยำและตอบโจทย์บริบทของพื้นที่มากขึ้น” ดร.ทวารัฐ กล่าว

สำหรับพื้นที่ต้นแบบทั้ง 4 แห่ง ต่างใช้ “การเรียนรู้” เป็นกลไกพัฒนาเมืองตามบริบทของตนเอง โดยจังหวัดตรังมุ่งสร้างการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย จังหวัดปัตตานีใช้การเรียนรู้ลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น จังหวัดตากต่อยอดทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสู่แหล่งเรียนรู้ของเมือง ขณะที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และศักยภาพของพื้นที่
“การเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อม 4 เมืองต้นแบบ แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ของประเทศ เพื่อให้ข้อมูลจากพื้นที่สามารถต่อยอดสู่การเรียนรู้ การวิจัย การพัฒนาทักษะอาชีพ และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมขยายสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับชาติในอนาคต” ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

