
ต้องประณาม ประณาม และ ประณาม สำหรับการก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กและสตรีและครอบครัวจากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง ด.ต.อุดุลย์ อายุ 38 ปี ผบ.หมู่ (ป.) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถไปรับลูก หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูของโรงเรียนเสียชีวิต ส่วน ด.ต.อุดุลย์ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้อยวัย ไม่ถึง2 เดือนได้บาดเจ็บไปด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
ไม่อยากใช้คำว่าชั่ว เพราะน่าจะเบาไป การก่อเหตุที่ไม่จบไม่สิ้นเหมือนเด็กที่เรียกร้องความสนใจตลอดเวลา เพียงแต่ว่าอยู่ในสถานะ “โจร” คนร้ายเหล่านี้อย่าถามถึงมนุษยธรรม อย่าพูดถึงความเหมาะสม ถ้าคิดได้คงไม่มาเป็นโจร คนที่ไม่คิดจะพัฒนาความเจริญ แทนที่จะทำบรรยากาศพื้นที่ที่คนเหล่านี้ต้องการด้วยการเพิ่มความสงบสุขและโอกาสทางเศรษฐกิจ จะได้เจริญ แต่ต้นปีที่ผ่านมาก่อเหตุมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามมีพื้นที่โดยใช้ความรุนแรงให้คนสนใจ เมื่อไหร่จะคิดมุมกลับพัฒนาร่วมกัน
ความขัดแย้งในพื้นที่มีรากเหง้าจากหลายปัจจัย เช่น ประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์-วัฒนธรรม ความรู้สึกเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่ผ่านมาก็ความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนบางส่วน มีการใช้ความรุนแรงโดยกลุ่มก่อความไม่สงบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2547 มีสำคัญๆ ทั้ง เหตุการณ์กรือเซะ เหตุการณ์ตากใบ จนความรุนแรงได้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 22 ปี แล้ว ยังคงเกิดเหตุโจมตีเป็นระยะ รูปแบบการก่อเหตุที่พบ ทั้งลอบวางระเบิด ซุ่มยิง ลอบสังหารบุคคลเป้าหมาย วางเพลิง โจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา
การยิงจนครูฟาตีเมาะเสียชีวิตล่าสุด ทั้งที่เขาก็เป็นมุสลิม เขาเป็นแม่ลูกอ่อน เขาเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนสังคมชายแดนใต้ไปสู่อนาคตได้ ความหวังในตอนนี้คือการขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหน่วยความมั่นคงที่อยู่ในพื้นที่เร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้ ทั้งจิตใจและด้านอื่นๆ การก่อเหตุครั้งนี้มันเกินไปจริงๆ เพราะผู้หญิงและเด็กไม่ใช่คู่ขัดแย้ง จะว่าไปแล้วพลเรือนทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมายมนุษยธรรม การก่อเหตุบริเวณหน้าโรงเรียนต่อหน้าเด็กๆ ถือเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม และสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อประชาชนในพื้นที่อย่างร้ายแรง
แล้วโรงเรียนก็ไม่ใช่ Safe Zone โจรชั่วมาก่อเหตุหน้าโรงเรียนซึ่งมีเด็กๆ เต็มไปหมด ทั้งที่น้องๆ คืออนาคต การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การจ้างงาน และการลงทุนในพื้นที่มักถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญของการลดเงื่อนไขที่เอื้อต่อความขัดแย้งได้ แต่โจรทำแบบนี้ไม่รู้ว่าต้องการอะไร พื้นที่ปลอดภัยแทบไม่เหลือแล้ว ล้ำเส้นกันมาก
ในระยะสั้นคงต้องมีการเพิ่มมาตรการคุ้มครองพลเรือน พัฒนาระบบข่าวกรองที่อาศัยความร่วมมือจากชุมชน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและโปร่งใส ลดผลกระทบจากการปฏิบัติการด้านความมั่นคงต่อประชาชนทั่วไป เราต้องไม่ยอมแพ้โจรชั่ว เราต้องชนะด้วยการจับกุมดำเนินคดีให้ถึงที่สุดไม่มีข้อยกเว้น และร่วมกันใช้พลังคนจำนวนมาก ไม่ต้องการความรุนแรงมาเป็นพลังกดดัน ให้หัวใจสีดำของโจรชั่วได้มีมนุษยธรรมบ้าง อยากจะถามเหลือเกินว่าพวกนี้ไม่มีครอบครัวหรืออย่างไรถึงได้ก่อเหตุแบบนี้ และถ้าวันหนึ่งเป็นคนในครอบครัวตัวเองจะรู้สึกอย่างไร
ปีๆ นึงเราใช้งบมหาศาลในการจัดการปัญหาในพื้นที่ ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมามีหมดไปหลักแสนล้าน แต่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วจะมีการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญได้อย่างไรกัน


