ป.ป.ท.ลงพื้นที่เขตบางแค ลุยสอบสัญชาติไทย “เฉิงเจ้า หวู” สอบย้อนหลังถึงรุ่นปู่ สางปมสมรสเท็จจีนเทา

101

ป.ป.ท. ร่วมกรมการปกครอง ลงพื้นที่เขตบางแค ตรวจสอบข้อเท็จจริงการได้สัญชาติไทยของ “เฉิงเจ้า หวู” หลัง มีข้อสงสัยการได้มาของสัญชาติไทย เร่งตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่รุ่นพ่อและรุ่นปู่ เบื้องต้นยังไม่พบการกระทำความผิด พร้อมขยายผลตรวจ “สมรสเท็จ” หญิงจีนทั่วประเทศ สงสัยใช้ชายไทยสวมสิทธิ์พ่อเด็กหวังได้สัญชาติไทย

จากกรณีการจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาชาวจีน ในพื้นที่ อ.บางละมุง​ จ.ชลบุรี ตรวจค้นบ้านพักพบวัตถุระเบิดและอาวุธปืนสงครามรวมทั้งระเบิดสังหารชนิดกับดักเป็นจำนวนมากและเสื้อเกาะกันกระสุนสภาพถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์ และยังมีระเบิดถูกติดตั้งระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับ “ระเบิดพลีซีพ” นอกจากนี้ยังพบว่ามีบัตรประจำตัวซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือบัตรสีชมพู โดยมีชื่ออยู่ใน กทม. ซึ่งย้ายมาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2566

ต่อมามีการเผยแพร่ทางโซเชียลว่านอกจาก นายหมิงเฉิน ซัน ที่มีบัตรชมพูแล้วยังปรากฏชื่อของ นายเฉิงเจ้า หวู ซึ่งมีบัตรประชาชนสัญชาติไทยอีกด้วย

ล่าสุดวันนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำโดยนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครอง ลงพื้นที่สำนักงานเขตบางแค เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของบัตรประชาชนดังกล่าวหลังพบข้อพิรุธบางประการในการได้มาซึ่งบัตรประชาชน

ภายหลังใช้เวลาในการประชุมและตรวจสอบนานกว่า 2 ชั่วโมงนายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อํานวยการเขตบางแค เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงขั้นตอนตามข้อกฎหมายและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของสำนักงานเขต ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2551 โดยในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาจากเอกสารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงเอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างบิดากับบุตร เนื่องจากเป็นกรณีการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งเอกสารระบุว่าบิดามีสัญชาติไทย

ทั้งนี้ ยืนยันว่า สิ่งที่เคยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเป็นเพียงการอธิบายตามเอกสารที่ปรากฏ มิได้ยืนยันว่าการได้สัญชาติดังกล่าวถูกหรือผิดตามกฎหมาย เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปี และตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว โดยสำนักงานเขตสามารถตรวจสอบได้เฉพาะเอกสารหลักฐานที่ยังปรากฏอยู่เท่านั้น

ขณะนี้มีการตรวจสอบเฉพาะกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู เพียงรายเดียว เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบัตรประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องประสานกับกรมการปกครองและสำนักทะเบียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการย้อนตรวจสอบกรณีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในลักษณะเดียวกัน นายเทียนชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ยังไม่สามารถทราบได้ว่ามีกระบวนการตรวจสอบในขณะนั้นอย่างไร แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวขึ้น จึงจำเป็นต้องนำแฟ้มข้อมูลเดิมกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม ซึ่งได้เชิญนายเฉิงเจ้า หวู ไปให้ถ้อยคำ โดยเบื้องต้นตำรวจยืนยันเพียงว่า กรณีของนายเฉิงเจ้า หวู ไม่เกี่ยวข้องกับนายหมิงเฉิน ซัน คดีพบอาวุธสงครามและ ระเบิดใน จ.ชลบุรี แต่ไม่ได้ยืนยันว่าบัตรประชาชนได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในช่วงปี 2551 ปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชิญมาให้ถ้อยคำ เว้นแต่หน่วยงานส่วนกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำสั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติม

ด้าน นายชาคริต ตันพิรุฬห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารงานทะเบียน กรมการปกครอง ชี้แจงว่า การขอสัญชาติไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายหลายฉบับและพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยกรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลังไปถึงรุ่นบิดา มารดา และปู่ย่า ว่าการได้สัญชาติไทยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้อง อาจมีการเพิกถอนสัญชาติย้อนหลังตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ มาจนถึงรุ่นลูก

ขณะนี้กรมการปกครองกำลังเร่งสืบสวนกรณีดังกล่าว รวมถึงป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการสวมบัตรประชาชน เนื่องจากถือเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่า ระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองยังมีความน่าเชื่อถือ แต่ยอมรับว่าในบางกรณีอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบโดยรวม

ทั้งนี้ กรมการปกครองกำลังมุ่งตรวจสอบกรณีชายไทยที่สมรสกับหญิงต่างด้าวหรือหญิงต่างชาติ โดยเฉพาะหญิงชาวจีน ซึ่งมีข้อมูลหลายพันรายทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หลังพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายสมรสเท็จหรือการนำชายไทยมาแสดงตนเป็นบิดาของเด็กเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย

สำหรับกรณีของนายเฉิงเจ้า หวู พบว่าได้รับสัญชาติไทยโดยการพิสูจน์สัญชาติตามบิดา ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าบิดาได้รับสัญชาติไทยอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพบว่าครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 4-5 คน ซึ่งได้รับสัญชาติไทยแล้ว 4 คน จากการพิสูจน์สัญชาติเนื่องจากบิดามีสัญชาติไทย ส่วนอีก 1 คน อยู่ระหว่างตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายเฉิงเจ้า หวู มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรในพื้นที่เขตบางแค ซึ่งเป็นสถานประกอบธุรกิจ ขณะที่กรณีการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอื่นในชั้นผู้ต้องหา ถือว่าสามารถทำได้ตามกฎหมาย หากมีการอยู่อาศัยจริงในสถานที่ดังกล่าว

ส่วนกรณีเจ้าของบ้านยินยอมให้บุคคลสัญชาติจีนเข้าพักอาศัยนั้น ตามกฎหมายเจ้าบ้านจำเป็นต้องทราบว่าใครเข้าออกภายในบ้าน และต้องเป็นผู้ให้ความยินยอมในการเข้าพักอาศัย

ด้านนายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 สำนักงาน ป.ป.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ท. ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า หากพบว่ามีข้าราชการหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย หน่วยงานจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป