ร้านค้าซบเซา-ตลาดร้าง-รง.เลิกจ้างเกษตรหยุดผลิต-ประหยัดหนทางรอด ภาวนาอย่าให้บำนาญ”รัฐ-เอกชน”ถูกหั่น

165

นับแต่สงครามปะทุมากว่าหนึ่งเดือน ความเงียบเหงาถึงขั้นซบเซาไปจนถึงร้างผู้คนในประเทศไทย มีให้เห็นเกือบทุกพื้นที่  ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสด ตลาดนัด รวมถึงร้านค้าตามชุมชนทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ล้วนอยู่ในบรรยากาศเดียวกัน


                 

ยิ่งได้ท่องโลกโซเชียลจะเห็นบรรดาพ่อค้าแม่ค้า สื่อสารผ่าน เฟสบุ๊ก ติ๊กต๊อก หรือแพลตฟอร์มอื่นๆในเชิงเสียดสีคำพูดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าพอแล้วพอแล้วรวยไม่ไหวแล้ว พร้อมถ่ายบรรยากาศตลาดร้างผู้คนและแผงค้าว่างเปล่า
                   

ขณะที่เกษตรกรตกอยู่ในสถานะไม่แตกต่างกัน ผลผลิตราคาตกต่ำ ชาวนาไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้เพราะขาดน้ำมัน หลายพื้นที่ถึงขั้นประกาศว่าเกี่ยวข้าวรอบนี้เสร็จจะหยุดทำนา เพราะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวไม่ไหว แวดวงอุตสาหกรรมและผู้ใช้แรงงาน อาการสาหัสไม่แพ้กัน หลายโรงงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตพลาสติก ทยอยปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงานไปหลายพันคน และยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆส่อว่าจะลดพนักงานและลดจำนวนการผลิต เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้
                   

ตัวอย่างความเดือดร้อนที่ยกมา คนในเมืองหลวงหรือคนตามหัวเมืองใหญ่ๆที่ฐานะร่ำรวย รายได้สูง  รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ยังแบมือขอเงินผู้ปกครองอยู่ จะรู้สึกว่าไม่ได้เดือดร้อนไปด้วย วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ยังเห็นภาพรับบัตรคิวรอกินอาหารร้านหรูร้านดังอยู่เลย
                       

แต่สำหรับชาวบ้านในต่างจังหวัดเกือบทุกอาชีพ  รวมถึงชาวบ้านระดับกลางถึงล่างในเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ ได้สัมผัสความเดือดร้อนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นแต่รายได้ยังคงเดิม อย่างทั่วหน้า บางคนสัมผัสตั้งแต่สงครามยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
                         

ความเดือดร้อนที่ส่อว่าสาหัสขึ้นเรื่อยๆ มีหนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้คือพึ่งพาตัวเอง วางแผนการใช้เงินด้วยเน้นหลักประหยัดนำร่องเท่านั้น จะพึ่งพารัฐบาลได้แค่น้อยนิด เพราะแค่สงครามปะทุ นายอนุทิน ยอมรับเองว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จนเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนถึงขั้นเข้าคิวข้ามวันข้ามคืนเพื่อซื้อน้ำมัน ยิ่งช้ำใจหนักราคาน้ำพุ่งรวดเดียวลิตรละ 6 บาทและขึ้นต่อเนื่องไปแล้วเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์  ชนิดที่รัฐบาลอยู่ในอาการเบื้อ บอด ใบ้
         
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถคอนโทรลราคาน้ำมันได้  เสียงก่นด่าดังกระหึ่ม สื่อฯเลือกข้างและนักวิชาการ ชเลียร์ ออกมาแก้ต่างเชิงตำหนิชาวบ้านว่าประสบปัญหาทั่วโลก ราคาน้ำมันไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านจะโทษรัฐบาลได้อย่างไร ทั้งที่เสียงชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดข้อเท็จจริงแบบสุจริตถึงสะต๊อกน้ำมันและราคาที่แท้จริงจะได้ตั้งรับถูก ไม่ได้วิจารณ์แบบไร้เหตุผลเพราะต่างเข้าใจสถานการณ์โลกดี

         
แม้รัฐบาลจะเสนอแผนรับมือหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว แต่เท่าที่ดูแผนแล้วรัฐบาลยังมุ่งมั่นจะหารายได้เข้ารัฐจากราคาน้ำมันอยู่ดี โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯแทนลดภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บลิตรละ 6 บาท เพราะถ้าลดภาษีสรรพสามิตรัฐบาลกลัวว่ารายได้หด มีโอกาสเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงก่อหนี้กู้เงินอุ้มกองทุนน้ำมันฯดีกว่า
           
ครั้นจับสถานการณ์สงครามที่ส่อว่าจะสงบ เพราะสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน หยุดยิง 2 สัปดาห์เพื่อเจรจาและเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ด้วยอารมณ์บ้าๆบอๆของนายโดนัลด์ ทรัมป์ บวกกับผู้นำอิสราเอล ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยอย่างชัดเจน  โอกาสที่จะเปิดศึกถล่มกันมีอยู่ตลอดเวลา
         

จึงคาดเดาไม่ได้ว่าสงครามจะลากยาวไปอีกกี่เดือน  ถ้าจบลงตามที่สัญญาไว้ น้ำมันดิบปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนโลกไม่สามารถส่งได้ทันที เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญในตะวันออกกลางถูกทำลายย่อยยับต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงจะกลับมาดังเดิมได้
           
ถ้าสงครามยืดเยื้อเศรษฐกิจไทยอยู่ในสถานการณ์ลำบากแน่นอน เพราะเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าส่งออก การท่องเที่ยว อาการโคม่าทันที รวมถึงอุตสาหกรรมต่างๆ การเกษตร สภาพไม่แตกต่างกัน จะส่งผลโดยตรงต่อการจัดเก็บรายได้ จึงไม่แปลกที่กระทรวงการคลัง กอดภาษีสรรสามิตจากน้ำมันไว้แน่น
         

ดังนั้นเพื่อประคับประคองประเทศให้ขับเคลื่อนไปได้ รัฐบาลต้องตัดงบฯประมาณฟุ่มเฟือยทุกชนิดออกไป ไม่ว่าจะเป็นงบฯดูงานของราชการ ส.ส.และส.ว. งบฯอบรมหลักสูตรต่างๆทั้งภาครัฐและองค์กรอิสระ เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ นอกจากสร้างคอนเนคชั่นให้ผู้เข้าอบรมไว้เอื้อประโยชน์ในเชิงทุจริตซึ่งกันและกัน 
             
แต่ถ้ารัฐบาลไม่ยึดนโยบายประหยัดบวกสงครามขยายวงไปในหลายประเทศ การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาด สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงถึงขั้น อาหารขาดแคลน ความเป็นอยู่ยากลำบาก เกิดขึ้นแน่นอน และผลที่ตามาคือเก็บรายได้เข้ารัฐไม่เพียงพอต่อรายจ่ายประจำในภาครัฐ โดยเฉพาะเงินเดือนประจำและเงินบำนาญข้าราชการและเอกชน หากมาถึงจุดนี้เงินบำนาญจะเป็นเป้าหมายแรกที่จะถูกลดทอน
   

ดังนั้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนหนทางเดียวที่ประชาชนทั้งประเทศทำได้คือใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ยึดหลักประหยัดเป็นธงนำ พึ่งพาตัวเองให้มากกว่าพึ่งพารัฐ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนไม่มีศักยภาพพอที่จะให้พึ่งพา แต่ที่ขอพึ่งพาคือขอให้รัฐจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายประจำ โดยที่บำนาญทั้งข้าราชการและเอกชนไม่ถูกลดทอนก็เพียงพอแล้ว !!!