“อี้ แทนคุณ” พา ผสห.รวมตัวแจ้งความเอาผิดนักธุรกิจสามีของดาราช่องดัง หลอกลวงลงทุนเหรียญดิจิตอล มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท ผู้เสียหายแสนเจ็บใจ หลังพบว่าหนีไปเสวยสุขอยู่ที่ดูไบ

เวลา 10.00 น. วันที่ 9 มี.ค.69 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วย คุณสุเชษฐ์ (เก่ง) ผู้ช่วยประธานชมรมฯ พากลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีกับอดีตดาราชื่อดังสังกัดทีวีดิจิทัล ช่องหนึ่งและพรรคพวก หลังพบหลอกให้ร่วมลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเหรียญหนึ่ง โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงมูลค่าความเสียหายรวม 1,386 บาท
นายแทนคุณ ระบุว่า มีผู้เสียหายมาร้องเรียนหลายคนอ้างว่าถูก “นายแอ็คมี่ วรวัฒน์” ซึ่งเป็นสามีของนางเอกช่องดัง มาหลอกให้ร่วมลงทุนในรูปแบบของเหรียญสกุลเงินดิจิตอล ชื่อว่า WOWBiT และ ACET ONLY อ้างว่าจะว่าให้ผลตอบแทน 500 เท่า ในวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ครบสัญญาผู้เสียหายทุกคนก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ แต่พอถึงวันดังกล่าวพบว่าไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ เมื่อติดต่อไปยังนายแอ็คมี่ อ้างว่าระบบถูกแฮ็ค และอ้างว่าติดระบบกฎหมายฟอกเงินของต่างประเทศ มีปัญหาด้านการลงทุน
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในปี 2568 นายแอ็คมี่ เคยถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จนตำรวจออกหมายจับ ได้ตรวจสอบซึ่งปัจจุบันได้ตรวจสอบพบว่านายแอ็คมี่ ได้หนีหมายจับไปที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และส่วนตัวมองว่าจากพฤติกรรมของนายแอ็คมี่ น่าจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.เงินกู้นอกระบบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และเข้าข่ายความผิดมูลฐาน พ.ร.บ.ฟอกเงิน ที่จะสามารถยึดทรัพย์ในอนาคตได้ และมองว่าที่คดีไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้ ขั้นตอนการทำให้ขั้นตอนการสอบสวนนั้นล่าช้า รวมถึงพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดี ได้โยกย้ายไปตามวาระงานทำให้สำนวนคดีถูกเปลี่ยนมือไม่มีความต่อเนื่องในการสืบสวนสอบสวน

ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ได้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตจนพบเพจ ACET ONLY ที่มีการชักชวนสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนเงินดิจิตอล และเมื่ออาเข้าร่วมได้ลงทุนไปจำนวนหลักล้านบาท โดยลักษณะการชักชวน คือให้ลงทุนเหรียญคริปโตไปลงทุนซื้อเหรียญคล้ายเงินฝากประจำชื่อเหรียญว่า ACT Warriors สัญญาแล้วแต่ตกลง โดยอ้างว่าหากลงทุนอยู่ครบสัญญา จะได้ผลตอบแทน 500 เท่า และสัญญาว่าจะทำให้เหรียญมีมูลค่ามากกว่าที่เคยซื้อ ซึ่งช่วงแรกยังได้รับผลตอบแทน และจากนั้น อาได้ไปซื้อสัญญาอีกหนึ่งฉบับโดยลงทุนเป็นชื่อของตัวเอง โดยลงทุนไป 70,000 บาท แต่เมื่ออยู่ครบสัญญากลับไม่สามารถถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกมาได้โดยนายแอ็คมี่ อ้างว่าระบบถูกแฮ็ค และอ้างว่ามีปัญหาตลอด
โดยผู้เสียหายหลายคนที่ร่วมลงทุน เพราะว่าสร้างโปรไฟล์ดีถ่ายภาพคู่กับคนดัง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ผู้นำประเทศดูไบ และใช้ความรู้ด้านดิจิตอลสร้างความน่าเชื่อถืออ้างว่าตัวเองเป็นผู้ถือบิทคอยน์เยอะที่สุดในประเทศไทย และเวลาเขาจัดสัมมนาทีนึงมีผู้เข้าร่วมตั้งหลักร้อยถึงหลักพันคน มีผู้เสียหายหลายคนหลงเชื่อ และเอาเงินเก็บทั้งหมดมาร่วมลงทุน บางคนห่วยเป็นมะเร็งอยากเอาเงินกลับไปรักษาตัวแต่ก็ไม่สามารถเอาเงินกลับไปรักษาตัวได้ เพราะว่าเงินหายซึ่งบางคนไม่มีเงินรักษาตัวจนเสียชีวิต
แต่ตัวคนที่โกงพวกเรากลับอยู่สุขสบายที่ประเทศดูไบ และข่มขู่ว่าไม่มีทางฟ้องชนะ และด่าคนที่ไปฟ้อง หรือผู้เสียหายว่าเป็นพวกโง่ จนผู้เสียหายบางรายไม่กล้าออกมาพูด หรือไม่กล้าออกมาดำเนินคดี และผู้เสียหายบางคนก็เชื่อว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเองที่ไปร่วมลงทุน และยังมีบางคนที่ยังเชื่อใจว่าจะได้เงินคืน เพราะคิดว่าเขาเป็นคนรวยโปรไฟล์ดีคงไม่มาหลอก ปัจจุบันในกลุ่มของตัวเองมีผู้เสียหายกว่า 1,000 คน ซึ่งปัจจุบันจากการตรวจสอบของผู้เสียหาย พบว่าเว็บไซต์ และการลงทุนต่างๆของนายนายแอ็คมี่ ยังมีการชักชวนให้ลงทุนอยู่ และยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังหลงเชื่อ ไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก
“บางคนเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนเพื่อหวังนำไปรักษามะเร็ง แต่สุดท้ายเงินหายจนเสียชีวิตไปก็มี ขณะที่คนโกงกลับไปอยู่สุขสบายที่ดูไบ แถมยังส่งข้อความมาด่าทอผู้เสียหายว่า ‘โง่’ และข่มขู่ว่าฟ้องไปก็ไม่ชนะ”
ข้อกฎหมายและอุปสรรคในการดำเนินคดี นายแทนคุณ มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายกระทง ได้แก่ พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์)
ทั้งนี้ สาเหตุที่คดีล่าช้าเนื่องจากพนักงานสอบสวนมีการโยกย้ายตามวาระทำให้สำนวนขาดความต่อเนื่อง ประกอบกับผู้เสียหายบางส่วนไม่ได้เก็บหลักฐานสำคัญไว้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบัน พบว่าเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลของนายแอ็คมี่ยังคงมีการเคลื่อนไหวชักชวนคนให้มาร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ
วันที่ 9 มี.ค. ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า เมื่อปี 2567 สำนักงาน ก.ล.ต. เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายวรวัฒน์ นาคแนวดี (แอ็คมี่) และบริษัท 1000X Limited ในข้อหา ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
ภายหลังตรวจพบว่าเว็บไซต์ 1000x.live และเฟซบุ๊กเพจที่เกี่ยวข้อง มีการชักชวนและให้บริการแก่ประชาชนในการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีการจัดทำระบบซื้อขายและจับคู่คำสั่งซื้อขาย (Matching) ซึ่งเข้าข่ายการประกอบธุรกิจ “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ “นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล” โดยที่บริษัทและตัวนายวรวัฒน์เองไม่ได้ขอรับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงการคลัง อีกด้วย

