“แสวง” โพสต์แจงบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยันลับจริง รู้ไม่ได้ใครกาใคร

144

“แสวง” โพสต์แจง ปมบาร์โคดบัตรเลือกตั้ง 2569 ยัน ไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร ชี้ 4 หลักการคุมเข้ม “โดยตรงและลับ–เสรีและเป็นธรรม” แยกเก็บบัตรหลายชั้น ปลอดคำครหา ย้ำ หากมีทุจริตเป็นความผิดรายบุคคล ระบบไม่เสียหาย เผยพบข้อมูลแล้ว 2 ราย

นายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีประเด็นร้อนเกี่ยวกับบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง 2569 ระบุ​ จากเรื่องที่เกิดขึ้น มี 4 หลักการที่ต้องนำมาพูดถึง คือ หลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้ง บาร์โคดกับ 2 หลักการ และบาร์โคดกับการออกเสียงโดยตรงและลับ

ประเด็นแรก หลักการโดยตรงและลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่าในการเลือกตั้งการออกเสียงต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้

ประเด็นที่สอง หลักการความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้อง “เสรีและเป็นธรรม” (Free & Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบริหารจัดการบัตร ควบคุมบัตรในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น

ประเด็นที่สาม บาร์โคดกับ 2 หลักการ โดยบาร์โคดถูกนำมาใช้กับ “หลักความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและความปลอดภัยของการเลือกตั้ง แต่หลักการความปลอดภัยต้องไม่กระทบสาระสำคัญของหลักลงคะแนนโดยตรงและลับ ต้องมีกระบวนการขั้นตอนที่ให้ 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้อย่างเรียบร้อย”

ในการเลือกตั้งทั้ง 2 หลักการได้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นกิจกรรมเดียวกันพอดี คือ ตั้งแต่ระยะเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงตนรับบัตร รับบัตร เข้าคูหา หย่อนบัตรลงหีบ นับคะแนน นำบัตรและอุปกรณ์ไปส่ง ยุบรวมหีบ และจัดเก็บรักษา เพื่อให้ทั้ง 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้ และให้การออกเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีการออกแบบการออกเสียงลงคะแนนทุกขั้นตอนเพื่อป้องกัน และสอบทานซึ่งกันและกันได้ อาทิ มีการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีผู้ใช้สิทธิ ในถุงที่เตรียมไว้ มีสายรัดไว้ แล้วเก็บไว้แยกหีบกัน การใช้บุคลากรในแต่ละขั้นตอนคนละชุดกัน อาทิ ที่หน่วยเลือกตั้ง คือ กปน. ที่รับบัตร คือ อนุอำเภอ และ ที่จัดเก็บเป็นสำนักงาน กกต. จังหวัด เป็นต้น

ประเด็นที่สี่ บาร์โคดกับการออกเสียงโดยตรงและลับ โดยระบุว่า การใช้บาร์โคดในบัตรเลือกตั้ง กรณีประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งถ่ายรูปบัตรที่มีบาร์โคด จะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครแล้วหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ทราบอย่างแน่นอน

แต่หากมีผู้พยามอยากจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร (เป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นคนละส่วนกับการลงคะแนนโดยตรงและลับ) ก็มีมาตรการในการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 คือ การเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัตรชีรายชื่อ แยกจากกัน ในที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดจะเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล และหากจะเปิดหีบตามคำสั่งศาลก็เพื่อการเลือกตั้งที่มีการร้องว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น และการเปิดหีบเอกสารก็จะเปิดเท่าที่จำเป็น หีบใดหีบหนึ่งที่เกี่ยวกับคำร้องไม่ได้เปิดเอกสารทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน

การออกเสียงโดยตรงและลับ ใช้กับทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนของ กกต. กปน. ด้วย ที่เกรงว่า กปน. จะถ่ายรูปบัตร แล้วนำมาให้บุคคลภายนอก นั้น กปน. ที่อยู่ใกล้ชิดบัตรมีอยู่คนเดียว คือ กปน. ผู้ทำหน้าที่จ่ายบัตร นั้นถือว่า กปน. เป็นเจ้าพนักงานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (โดยสภาพถ่ายได้เฉพาะบัตรเปล่า เพราะเป็นช่วงจ่ายบัตร ยังไม่ได้มอบบัตรให้แก่ผู้สิทธิเลือกตั้ง )

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยมีบาร์โคดจะทราบทันทีว่าบัตรนั้นเป็นบัตรจากหน่วยใด กปน. คนใดเป็นคนจ่าย สำนักงานจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้เท่าที่มีข้อมูลมีอยู่ 2 ราย”

ดังนั้น ต้องแยกมาตรการ หรือ กระบวนการออกเสียงโดยตรงและลับ แยกจากการกระทำผิดของบุคคล เช่น ในหน่วย มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในฐานความผิดอื่น ๆ บุคคลนั้นก็ต้องรับในสิ่งที่ทำลงไป โดยกระบวนการไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด

อัยการชี้ชัด กกต.หลงประเด็น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ถือว่ารับสารภาพ ผิดรธน.-กม.เลือกตั้ง มีโทษคุก

จากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาโค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 (กระทำการเลือกตั้งโดยไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96, 164 (การทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง)

การกล่าวหา กกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่า กกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หรือกระทำผิดกฎหมาย การที่ กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น เพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่ กกต.ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้

การที่ กกต.ไปพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ด ลงในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หากมีการสแกนเข้าไปจะทราบหมายเลขในบัตรเลือกตั้ง และหมายเลขดังกล่าวจะตรงกับหมายเลขที่อยู่ต้นขั้วบัตรบัตรเลือกตั้ง โดยในขั้นตอนการใช้สิทธิเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งจะมีการเขียนทั้งหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ใช้สิทธิในต้นขั้วบัตรเลือกตั้งอีกด้วย

ดังนั้น การที่ กกต.ทำเช่นนี้ถือเป็นการกระทำที่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 85 ที่กำกนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ

ยิ่งไปกว่านั้น การทำบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งดังกล่าวยังถือเป็นการทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 96 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดไว้ว่า บุคคลใดจะทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งไม่ได้